thaiagrinature


ฅนรักษ์แม่โพสพ

“…ขอบใจที่นำสิทธิบัตรนี้ ซึ่งถือว่าเป็นการประกันว่าการข้าวไทยเป็นของไทยแท้ ซึ่งคนหนักใจว่า เราเป็นข้าวไทยมานานแล้วจะกลายเป็นต้องไปกินข้าวฝรัง เพราะว่าสิทธิบัตรนี้เป็นของฝรั่ง แต่ว่ามาอย่างนี้ ก็ถือว่าเป็นว่าเราได้รับประกันว่าเราเป็นข้าวไทย และจะกินข้าวไทยต่อไป ฉะนั้นการที่มีสิทธิบัตรนี้ ก็เป็นสิ่งที่สำคัญ และก็หวังว่า จะต้องทุกคนจะรักษาความเป็นไทยได้ด้วยรับประทานกินข้าวไทย ไม่ต้องกินข้าวฝรั่ง…” พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ณ พระตำหนักเปี่ยมสุข วังไกลกังวล อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๒

ข้าวเป็นพืชที่หล่อเลี้ยงเผ่าพันธุ์คนไทยมานับตั้งแต่โบราณกาล โดยมีการค้นพบหลักฐานที่ชี้ว่า ได้เกิดภูมิปัญญาการปลูกข้าวด้วยการปักดำในวัฒนธรรมบ้านเชียงซึ่งมีอายุไม่ต่ำกว่า ๕,๐๐๐ ปี และจากการตรวจพบเมล็ดข้าวเก่าแก่อายุมากกว่า ๖,๐๐๐ ปี ผสมอยู่ในภาชนะดินเผาที่โนนนกทา จังหวัดขอนแก่น สนับสนุนแนวคิดทีว่า บรรพบุรุษของเราชาวเอเชียอาคเนย์ ได้เริ่มทำการปลูกข้าวก่อนที่วิถีแห่งข้าวจะแพร่หลายเข้าไปสู่ประเทศอินเดีย จีน ญี่ปุ่น และเกาหลี

คนไทยผูกพัน นับถือและบูชาข้าวในนามเรียกขาน “แม่โพสพ” เทพธิดาประจำต้นข้าว ซึ่งเชื่อว่าคอยช่วยเหลือชาวนาให้สามารถทำนาได้พอกินและพอสำหรับจุนเจือเพื่อนมนุษย์ ดังคำอธิษฐานของชาวนาในอดีตระหว่างทำการหว่านเมล็ดพันธุ์ข้าว ๓ กำแรก ลงบนผืนนา โดยกำที่ ๑ กล่าวว่า “ทำบุญ” กำที่ ๒ กล่าวว่า “ทำทาน” และกำที่ ๓ กล่าวว่า “เลี้ยงชีวิต”

ในขณะที่คนไทยบริโภคข้าวเฉลี่ย ๑๕๐-๓๐๐ กิโลกรัมต่อคนต่อปี และข้าวกลายเป็น อาหารหลักของคนทั่วโลกกว่า ๔,๐๐๐ ล้านคน ทำให้ประเทศไทยส่งออกข้าวได้มากกว่า ๗ ล้านตันต่อปี โดยในปีพ.ศ. ๒๕๕๐ มียอดการส่งออกมากถึง ๙.๒ ล้านตัน

ด้วยเหตุปัจจัยหลายอย่างทั้งด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐ นับจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับที่ ๑ จน ถึงปัจจุบัน ส่งผลให้วีถีการปลูกข้าวด้วยความละเมียด ทะนุถนอมและเคารพเกื้อกูลต่อแม่โพสพ ธรรมชาติ และเพื่อนมนุษย์ ผืนดินของบรรพชนชาวนาไทยได้เปลี่ยนแปลงไปจากวิถีดั้งเดิมอย่างสิ้นเชิง การทำนาเพื่อ “ทำบุญ ทำทาน เลี้ยงชีวิต เคารพเกื้อกูลในแม่โพสพและธรรมชาติ” เปลี่ยนเป็นการผลิต เพื่อขาย และการให้ค่ากับผลกำไรและศรัทธาในเงินทองเป็นที่ตั้ง ส่งผลให้เกิด การขยายพื้นที่ทำนาอย่างกว้างขวาง

 ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ปีพ.ศ. ๒๕๕๐/๒๕๕๑ ระบุว่าประเทศไทยมีพื้นที่เพาะปลูกข้าวนาปี ๕๗.๔๒ ล้านไร่ ผลิตข้าวเปลือกได้ ๒๓.๓๙ ล้านตัน แต่ขณะเดียวกันชาวนาไทยกลับยากจนข้นแค้น เป็นหนี้สิน ที่ดินหลุดมือ จากการทำนาที่ไม่ต้องใช้เงินสักบาทในอดีต ต้นทุนการผลิตข้าวเฉลี่ยปีพ.ศ. ๒๕๕๑ เพิ่มสูงขึ้นถึง ๖,๐๐๐ บาท/ไร่ ซึ่งในรายการนี้รวมถึงค่าซื้อปุ๋ยและสารเคมีจากต่างประเทศที่เพิ่มปริมาณมากขึ้นในทุกๆ ปี ปุ๋ยฝรั่งเบียดแทนที่มูลจากควายอดีตเพื่อนคู่กายคูใจของบรรพชนชาวนาไทย ซึ่งนอกจากคอยช่วยเหลือชาวนาในด้านแรงงานแล้วยังผลิตปุ๋ยธรรมชาติให้แก่ชาวนาอีกด้วย โดยควายรุ่นที่มีน้ำหนักประมาณ ๒๕๐ กิโลกรัม ๑ ตัว จะถ่ายมูลสดเฉลี่ยวันละ ๑๓.๕ กิโลกรัมหรือคิดเป็นมูลแห้ง ๔ กิโลกรัม

วิถีชาวนายุค “เงินทองเป็นใหญ่” ที่ดูเหมือนว่าจะเป็นความหวังอันเรืองรองของพี่น้องชาวนา ได้ส่งผลสะท้านสะเทือนต่อระบบนิเวศนาข้าว จากที่เคยอุดมสมบูรณ์ดังคำกล่าวที่ว่า “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” กลับล่มสลายกลายเป็นผืนนาอันไร้ซึ่งชีวิต ไม่มีปูปลาในนาข้าวเฉกเช่นในอดีต ควายเหล็กหรือรถไถนาจากต่างชาติบุกทลายไปทั่วทุกพื้นที่ ผืนนาไทยที่เคยอุดมก็โทรมทรุดลงอย่างรวดเร็วราวกับคนป่วยที่กำลังสิ้นลม ซึ่งนั่นก็พอๆ กับวิถีชาวนาไทยที่ลมหายใจเริ่มรวยริน ภาพของชาวนาไทยผู้เคยได้รับการยกย่องเป็น “กระดูกสันหลังของชาติ” กลับกลายเป็นภาพของผู้ที่อุดมด้วยปัญหาหนี้สิน ที่ดินเปลี่ยนมือเป็นแหล่งชุมนุมของปัญหาสุขภาพทั้งกายและใจ และไร้ซึ่งศักดิ์ศรี ทั้งหมดคือจุดเริ่มต้นของคำถามแห่งยุคสมัยที่ว่า…ข้าวที่เรากินและส่งขายกันทุกวันนี้ ยังจะสามารถเรียกว่า “ข้าวไทย” ได้อยู่หรือไม่

นาข้าวอินทรีย์…กู้ชีวิตชาวนาไทย

นาข้าวอินทรีย์ เป็นระบบการผลิตข้าวที่ไม่ใช้สารเคมีทางการเกษตรทุกชนิดเป็นต้นว่า ปุ๋ยเคมี สารควบคุมการ เจริญเติบโต สารควบคุมและกำจัดวัชพืชสารป้องกันกำจัดโรค แมลง และสัตว์ศัตรูข้าว ตลอดจนสารเคมีที่ใช้รมเพื่อป้องกันกำจัดแมลงศัตรูข้าวในโรงเก็บการผลิตข้าวอินทรีย์ นอกจากจะทำให้ได้ผลผลิตข้าวที่มีคุณภาพสูงและปลอดภัยจากสารพิษแล้ว ยังเป็นการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและเป็นการพัฒนาการเกษตรแบบยั่งยืนอีกด้วย

การผลิตข้าวอินทรีย์เป็นระบบการผลิตทางการเกษตรที่เน้นเรื่องของธรรมชาติเป็นสำคัญ ได้แก่ การอนุรักษ์ ทรัพยากรธรรมชาติ การฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ การรักษาสมดุลธรรมชาติและการใช้ประโยชน์จากธรรมชาติ เพื่อการผลิตอย่างยั่งยืน เช่น ปรับปรุงความอุดมสมบูรณ์ของดินโดยการปลูกพืชหมุนเวียน การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ในไร่นาหรือจากแหล่งอื่น ควบคุมโรค แมลง และสัตว์ศัตรูข้าวโดยวิธีผสมผสานไม่ใช้สารเคมี การเลือกใช้พันธุ์ข้าวที่เหมาะสมมีความต้านทานโดยธรรมชาติ ช่วยรักษาสมดุลของศัตรูธรรมชาติ การจัดการพืชดิน และน้ำ ให้ถูกต้องเหมาะสมกับความต้องการของต้นข้าว เพื่อทำให้ต้นข้าวเจริญเติบโตได้ดี มีความสมบูรณ์แข็งแรงตามธรรมชาติ การจัดการสภาพแวดล้อมไม่ให้เหมาะสมต่อการระบาดของโรคแมลง และสัตว์ศัตรูข้าว เป็นต้น การปฏิบัติเช่นนี้สามารถทำให้ต้นข้าวที่ปลูก ให้ผลผลิตสูงในระดับที่น่าพอใจ โดยมีเทคนิคและวิธีการดังนี้

๑. ย่อยฟางและตอซังให้เป็นปุ๋ยหลังการเก็บเกี่ยว อย่าเผาฟางตอซัง หรือหญ้า เพราะจะเป็นการทำลายหน้าดินและจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในดิน ควรปล่อยน้ำเข้านาให้ได้ระดับความลึก ๕ – ๑๐ ซม. แทน จากนั้นใช้น้ำหมัก หยดไปกับน้ำในอัตราไร่ละ ๑ ลิตร ปล่อยทิ้งไว้ประมาณ ๓ – ๗ วัน น้ำหมักจะกระตุ้นจุลินทรีย์ในดินให้ทำการย่อยฟาง สังเกตได้โดยเมื่อหยิบฟางขึ้นดูจะพบว่าฟางเปื่อยยุ่ย กลายเป็นปุ๋ยอย่างดี

นอกจากนี้ การหมักฟางยังให้ประโยชน์อีกหลายประการคือ ได้ปุ๋ยหมักอินทรีย์ชีวภาพจากฟางข้าว ซึ่งช่วยปรับสภาพโครงสร้างดินให้ร่วนซุยและฟูขึ้น ทั้งยังช่วยเพิ่มจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในดิน เมื่อฟางย่อยสลายดีแล้วก็สามารถทำเทือกหว่านหรือปักดำได้ทันที โดยไม่ต้องไถคราด ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายขึ้น ทั้งยังสามารถปรับค่าความเป็นกรด-ด่างในดินให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมต่อการทำนาข้าวคือประมาณ pH ๖.๕

๒. ทุบทำเทือก หลังจากฟางย่อยสลายดีแล้วหากมีน้ำขัง หรือมีความชื้นมากพอสามารถทุบทำเทือกได้ทันที และควรคราดพื้นที่นาให้เสมอกัน จะทำให้สามารถควบคุมระดับน้ำได้ดี นอกจากนั้นยังสามารถควบคุมวัชพืชได้อีกด้วย ทำให้การงอกของต้นข้าวเป็นไปอย่างสม่ำเสมอ สะดวกต่อการทำกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การใส่ปุ๋ย การเก็บเกี่ยวผลผลิต ถ้าพื้นที่ไม่เรียบมีน้ำขัง อาจทำให้เมล็ดข้าวที่แช่น้ำเน่าเสียหายได้

๓. การเตรียมเมล็ดพันธุ์ข้าวสำหรับเพาะปลูกก่อนการหว่าน หรือการปักดำควรนำเมล็ดพันธุ์ข้าวที่คัดไว้มาแช่หรือ คลุกกับน้ำหมัก (ที่มีส่วนผสมของสมุนไพรที่มีฤทธิ์ในการขับไล่หรือกำจัดโรคและแมลงศัตรูพืช) หรือแช่หมักในน้ำเชื้อราไตรโคเดอร์มา ทิ้งไว้ ๑-๒ คืน เมื่อนำไปหว่านจะช่วยในการป้องกันโรคพืชและแมลงศัตรูพืชรบกวน อีกทั้งยังทำให้อัตราการงอกสูงขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้ยังช่วยให้ใช้เวลาในการเพาะต้นกล้าสั้นลง ต้นกล้าที่ได้สมบูรณ์แข็งแรงง่ายต่อการย้ายกล้า และสามารถฟื้นตัวได้เร็ว

๔. การหว่านกล้าและการดำนา หลังจากได้เมล็ดพันธุ์ที่คัดเลือกแล้ว ก็ทำการหว่านเมล็ดลงในแปลงเพาะที่เตรียมไว้โดยอาจแบ่งจากที่นา ๑ งาน เพื่อทำการตกกล้า การตกกล้าจะใช้เมล็ดพันธุ์ข้าว ๑ ถังครึ่งต่อแปลงเพาะขนาด ๑ งาน จะได้ต้นกล้าที่นำไปปักดำในพื้นที่นาประมาณ ๕ ไร่ และเมื่อต้นกล้าเริ่มขึ้นควรให้น้ำหมัก ในปริมาณ ๑ ลิตรต่อ ๑ ไร่ หยดไปกับน้ำหรือฉีดพ่น โดยผสมน้ำหมัก ๑ ลิตร ต่อน้ำ ๔๐๐ ลิตร เมื่อต้นกล้าอายุได้ประมาณ ๓๐ วัน ก็สามารถนำไปปักดำได้ โดยต้องตัดใบออกให้เหลือความยาวจากรากประมาณ ๒๐ ซม. เพื่อลดการคายน้ำทำให้ต้นข้าวฟื้นตัวเร็ว

ในกรณีที่เป็นนาหว่าน หลังจากทุบทำเทือกเรียบร้อยแล้ว ใช้เมล็ดพันธุ์ที่เตรียมไว้ประมาณ ๑ ถังครึ่งต่อนา ๑ไร่ การหว่านควรหว่านให้กระจายทั่วทั้งแปลง และไม่ควรใช้เมล็ดพันธุ์มากเกินไป เพราะจะทำให้ต้นข้าวขึ้นหนาแน่นส่งผลให้ต้นข้าวแคระแกรนและสิ้นเปลืองต้นทุนในการใส่ปุ๋ยเพิ่มมากขึ้น

๕. ให้อาหารดินเพื่อบำรุงดิน และเร่งจุลินทรีย์ในดิน หลังปักดำหรือหว่านเมล็ดแล้ว ๑๐-๑๕ วัน ควรให้ปุ๋ยหมักแห้งอินทรีย์ชีวภาพ และฉีดพ่นด้วยปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพเพื่อเร่งราก และสร้างอาหารตามธรรมชาติให้เพียงพอต่อความต้องการของต้นกล้า โดยจุลินทรีย์ในดินจะช่วยย่อยดิน ทราย และสารอาหารในดินป้อนให้แก่รากกล้า จะส่งผลให้รากลึกเร่งการแตกรากของข้าวได้มากขึ้น ทำให้ต้นข้าวแข็งแรง กอมีขนาดใหญ่ รากหาอาหารได้ดี มีภูมิต้านทานโรคและแมลงสูง เมื่อข้าวออกรวงเต็มที่ต้นจะไม่ล้มข้าวแตกกอได้มาก ทรงพุ่มตั้งตรงลำต้นแกร่ง เหนียว ใบแข็งแรงตั้งตรงรับแสงแดดได้ดี ทำให้สังเคราะห์แสง และปรุงอาหารได้ดี โดยสีของใบจะเป็นสีเขียวนวล ไม่ใช่สีเขียวเข้มบ้าใบเหมือนใช้ปุ๋ยเคมี ซึ่งสีของใบนี้จะขึ้นอยู่กับความเข้มของแสง และปริมาณของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

๖. บำรุงดินเร่งจุลินทรีย์ ก่อนข้าวตั้งท้องประมาณ ๑๕ วัน ควรบำรุงดินด้วยปุ๋ยหมักแห้งอินทรีย์ชีวภาพ และปุ๋ยน้ำหมักอินทรีย์ชีวภาพ กระตุ้นการทำงานของจุลินทรีย์ในดินให้เร่งย่อยสลาย และสำรองอาหารให้เพียงพอกับความต้องการของต้นข้าวในขณะตั้งท้อง และเมื่ออาหารเพียงพอต้นข้าวจะมีลำต้นอวบใหญ่ ปล้องยาวใหญ่ พร้อมอุ้มท้อง และเมื่อข้าวตั้งท้องก็จะได้ข้าวที่ท้อง อวบยาว ส่งผลให้รวงยาวใหญ่ เมล็ดมีขนาดสม่ำเสมอ มีจำนวนเมล็ดมาก (๒๕๐-๓๕๐ เมล็ดต่อ ๑ รวง) เมล็ดข้าวเต็มโครง (ไม่มีเมล็ดลีบ) เมล็ดใส (ไม่มีท้องไข่ปลา) รสชาติดี มีกลิ่น หอม น้ำหนักดี (ถังละ ๑๑.๕ – ๑๒ กก.) ผลผลิตได้มาตรฐาน เป็นที่ต้องการของตลาด ราคาสูง

นอกจากทำให้ต้นข้าวแข็งแรง แล้วการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพยังช่วยฟื้นฟูดินให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ หลังจากเปลี่ยนมาทำนาแบบชีวภาพ โดยการไม่เผาฟางและใช้ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ โครงสร้างดินจะค่อยๆ ดีขึ้น ดินดำร่วนซุย ค่าความเป็นกรด-ด่างมีความเหมาะสมมีอาหารพืชตามธรรมชาติเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากจุลินทรีย์ในดินทำงานได้อย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพ ช่วยให้ลดการใช้ปุ๋ยและสารเคมี จึงประหยัดต้นทุนได้มากขึ้น


Leave a Comment so far
Leave a comment



Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s



%d bloggers like this: