thaiagrinature


วิถีบ้าน บ้าน ไม่ใช่วิถีชุ่ย ชุ่ย

ใกล้จะถึงงาน “มหกรรมคืนชีวิตให้แผ่นดิน” งานประจำปีของเครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติ และถือเป็นวันที่พวกเราชาวเครือข่ายจะกลับมาพบกันปีละครั้ง เพื่อร่วมรำลึกและทบทวนปรัชญา อุดมการณ์และอุดมคติร่วมกัน

ปีนี้กำหนด Theme งานคือ “วิถีบ้าน บ้าน ผ่านวิกฤตได้จริง” หรือ Climate Change Adaptation : The Ground Work Solutions ให้ตามทันความเปลี่ยนแปลงของโลกใบนี้ ที่เห็นๆ กันอยู่ว่าเกิดวิกฤติรายวัน ที่เห็นชัดคือ ภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นอย่างตั้งตัวไม่ทัน ทั้งแผ่นดินไหวที่ไครสต์เชิร์ช ประเทศนิวซีแลนด์ที่ทำให้สูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ก็ได้ออกมาย้ำว่า ไครสต์เชิร์ชจะต้องเจอกับภัยพิบัติแผ่นดินไหว ที่เกิดจากอาฟเตอร์ช็อกต่อเนื่องอีกอย่างน้อยเดือนละครั้ง เป็นระยะเวลายาวนานเป็นปี

หลังภัยพิบัติที่ไครสต์เชิร์ชไม่กี่วัน ประเทศโบลิเวียก็ต้องประสบกับชะตากรรมอันเลวร้าย จากฝนที่ตกหนักติดต่อกันจนทำให้น้ำท่วม และดินถล่มเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่มาก บ้านเรือนกว่า 400 หลังคาเรือนถล่มลงจมดิน ถนนหนทาง ไหลตามดินภูเขาที่เลื่อนถล่ม ผู้คนกว่า 5,000 ชีวิตสูญสิ้นทรัพย์สินแบบสิ้นเนื้อประดาตัว ยังไม่นับรวมกับความสูญเสียชีวิตของครอบครัว ญาติพี่น้อง

วิกฤตที่ถี่และหนักขนาดนี้ ทำให้ผู้คนให้ความสนใจว่า “วิถีบ้าน บ้าน” ที่เครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติเชื่อมั่นว่า ผ่านวิกฤตได้จริงนั้น เอาเข้าจริงแล้วจะผ่านได้อย่างไร ซึ่งอันที่จริงแล้วโจทย์นี้ไม่ง่ายที่จะตอบ แต่ก็ไม่ยากที่จะทำความเข้าใจ เมื่อธรรมชาติได้ตอบด้วยตัวเองแล้วว่า วิถีโลกาภิวัตน์นั้นนำพาความพิบัติมาสู่มนุษย์ จากการเสียสมดุลธรรมชาติ จนกลายเป็นวิกฤติที่ยิ่งใหญ่ที่มนุษย์ตัวกระจ้อยคิดว่าตัวเองเล็กเกินไปที่จะแก้ ต่างพยายามทำลืม ลืม และละเลย หรือบ้างก็คิดไปเลยว่า ถ้ามาก็ตายเท่านั้น ช่วยไม่ได้ เลี่ยงไม่ได้ เมื่อคิดเช่นนี้ก็ไม่คิดจะปรับ จะเปลี่ยนวิถีตัวเอง โลกจึงหมุนตัวเข้าหาความเลวร้ายทุกขณะนาที

หากเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ หรือสมุทัยนั้นคือ โลกาภิวัตน์ การจะรับมือกับทุกข์ให้ได้นั้น จำเป็นต้องมองเห็นนิโรธ หรือสภาวะที่พ้นทุกข์ แล้วจึงเดินตามมรรค คือทางดับทุกข์ อันเป็นแนวทางดับทุกข์ตามหลักอริยสัจ 4 ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

หากเรามองเห็นทุกข์จากเหตุ คือโลกาภิวัตน์ และความดับทุกข์ หรือนิโรธนั้น คือสภาวะที่อยู่ดี มีสุข ปราศจากภัยพิบัติ และวิกฤติการณ์ ทางดับทุกข์ หรือการผ่านคลื่นโลกาภิวัตน์ไปให้ได้นั้น ก็คือ การรับมืออย่างมีสติและตระหนักรู้เท่าทัน และด้วยการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ Localization เท่านั้น ซึ่งอาจารย์ยักษ์ใช้คำว่า “ผ่าน” หาใช่ “ต้าน” นั้น ก็เพราะอาจารย์ยักษ์อยากให้เห็นภาพของการเดินผ่านคลื่นที่เข้ามาปะทะเรา

หากเราขืนต้านทานคลื่นที่แรงอย่างบ้าคลั่ง เราก็คงจะล้มลงหรือยืนอยู่ได้แต่ไม่อาจเขยื้อนไปไหนเพราะมัวแต่ต้านแรง ดังนั้นหากเราจะผ่านคลื่นนั้นไปให้ได้ เราต้องมีขาที่แข็งแกร่ง และความกล้าในหัวใจที่พร้อมจะเดินฝ่ากระแสคลื่นที่ถาโถม และการเคลื่อนไหวอย่างถูกต้อง พอเหมาะ พอสมก็จะทำให้เรา “ผ่าน” ไปได้ และไปถึงจุดหมายในที่สุด

อาจารย์ยักษ์นิยาม Localization ด้วยภาษาใหม่ว่า “วิถีบ้าน บ้าน” ซึ่งต้องกำหนดให้ชัดว่า วิถีบ้าน บ้าน ที่เป็นเครื่องมือในการผ่านวิกฤตินั้นหมายถึง วิถีบ้าน บ้าน ในทางที่ดี ที่สร้างสรรค์ บางคนว่าวิถีบ้าน บ้าน คือ ความชุ่ย ความอะไรก็ได้ อย่างไรก็ได้ ทำอะไรตามใจคือไทยแท้นั้นไม่จริงเลย วิถีบ้าน บ้านที่แท้จริง คือวิถีของคนขยัน ฉลาด เรียบง่าย อดทนอดกลั้น และมีความเพียรอันบริสุทธิ์

คนโบราณนั้นฉลาดทั้งการกิน การใช้ เป็นคนตื่นเช้าขยันทำมาหากิน แต่ใช้ชีวิตที่ประหยัด เรียบง่ายและมีศีลธรรมกำกับวิถีชีวิต ซ้ำยังเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน วิถีแบบนี้ต่างหากที่เป็นวิถีบ้าน บ้าน ซึ่งหากใครนำมาปฏิบัติในปัจจุบันจะเป็นเครื่องมือให้ผ่านวิกฤตทุกประการได้จริง

พระเจ้าอยู่หัวทรงชี้ให้เห็นความสำคัญของสิ่งนี้ จากพระราชดำรัสที่ว่า “คนโบราณรู้ว่า เมื่อไหร่ควรทำอะไร ที่ไหนควรทำอะไร” นั่นคือความหมายของการเลือกปฏิบัติให้ถูกต้อง เหมาะสมตามกาละ-เทศะ และภูมิสังคมนั่นเอง

และในงานมหกรรมคืนชีวิตให้แผ่นดิน : วิถีบ้าน บ้าน ผ่านวิกฤตได้จริงปีนี้ ชาวเครือข่าย ที่เป็นชาวบ้าน บ้านก็จะได้นำเอาวิถีที่ว่านี้ ที่ดี ที่เป็นแบบอย่างได้มานำเสนอ เพื่อให้เป็นตัวอย่างนำไปทำให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ เพื่อให้วิถีที่ดีนี้ขยายจากวันงาน 17-19 มีนาคม ออกไปให้ได้ 365 วัน จากวิถีบ้าน บ้าน ต้นแบบให้ลามออกไปทั่วประเทศ ทั่วโลก รับรองว่าจะหยุดโลกร้อนได้จริง!

“อ.ยักษ์ มหา’ลัยคอกหมู”

พอแล้วรวย 5 มีนาคม 2554

Advertisements


บุคคลที่หาได้ยาก (2)

     ฉบับที่แล้ว อาจารย์ยักษ์ชื่นชมคนเล็กๆ ในเครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติ คนรุ่นกลางที่เอาจริงเอาจังกับการทำงานเพื่อเป็นบทพิสูจน์เป็นต้นแบบ ซึ่งที่จริงแล้วยังมีอีกหลายคนที่อยากจะชื่นชม แต่ขอพักไว้ชั่วคราวก่อน เพราะอาจารย์ยักษ์มีเรื่องประทับใจที่อยากชื่นชมและอยากบอกเล่าให้รับทราบทั่วกัน

     อาจารย์ยักษ์เคยเล่าถึงเรื่องของความพยายามในการนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาขยายผลในภาคอุตสาหกรรม โดยเริ่มจากอุตสาหกรรมในเครือข่ายที่ได้พยายามศึกษาทำความเข้าใจปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง แล้วนำไปประยุกต์ใช้ให้เข้ากับอุตสาหกรรมของตนเอง ซึ่งอาจารย์ยักษ์ก็ได้บอกหลักคิดเขาไปในเบื้องต้นว่า จะทำอะไรต้องเริ่มจาก “คน” และที่สำคัญคือ “คนของเรา” หรือ Staff First จากนั้นขยายไปยังครอบครัวพนักงาน ชาวชุมชน และสังคมโดยรอบ โดยยึดมั่น Principle ที่สำคัญคือ Our Loss is Our Gain หรือแปลอย่างง่ายๆ ว่า “ยิ่งให้ไปยิ่งได้มา” ซึ่งอาจารย์ยักษ์ก็ยืนยันว่าเป็นหลักการที่ทำได้จริงในภาคอุตสาหกรรม และทำแล้วส่งผลให้อุตสาหกรรมรอดได้จริงแม้ในภาวะวิกฤติ แต่เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ยาก เพราะเป็นการเปลี่ยนที่ลงไปถึงระดับกระบวนทัศน์ หรือรากฐานความคิด ความเชื่อของการทำธุรกิจ แต่ถึงแม้ว่าจะยากที่จะเข้าใจ แต่ก็มีคนกลุ่มหนึ่งที่ตั้งใจ มุ่งมั่น ร่วมแรงร่วมใจกันผลักดันให้เกิดการขยายผลปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสู่ภาคปฏิบัติในภาคส่วนของอุตสาหกรรมอย่างเป็นระบบ โดยการยกร่างมาตรฐานเศรษฐกิจพอเพียงภาคอุตสาหกรรมขึ้นเพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติของภาคอุตสาหกรรม

     โครงการนี้จัดทำขึ้นโดยความร่วมมือของสำนักงานรับรองมาตรฐานไอเอสโอ และสถาบันเศรษฐกิจพอเพียง โดยการนำของ ดร.สันติ กนกธนาพร และทีมงานได้ทุ่มเทความตั้งใจอย่างน่าประทับใจ ขอชื่นชมและให้กำลังใจทีมงานทุกคนทั้งผู้ที่เข้าร่วมร่างมาตรฐานที่เป็นมาตรฐานอุตสาหกรรมฉบับแรกของไทย ซึ่งร่างขึ้นจากรากฐานความคิด ความเชื่อ บนพื้นฐานปรัชญาตะวันออก ซึ่งได้เปิดตัวโครงการไปเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา และงานเปิดตัวมาตรฐานเศรษฐกิจพอเพียงภาคอุตสาหกรรม ก็เป็นงานที่ได้รับการตอบรับอย่างดีจากองค์กรภาคเอกชน ทำให้อาจารย์ยักษ์รู้สึกมีกำลังใจที่ได้เห็นคนเข้ามาร่วมกันมาก แม้จะมองว่าสิ่งที่ทำนั้นเป็นเพียงเรื่องเล็กๆ ที่ทำภายใต้ขอบเขตการทำงานขององค์กร แต่อาจารย์ยักษ์เชื่อว่า บ้านเมืองเราจะรอดก็เพราะเรื่องเล็กๆ ที่เป็นฟันเฟืองสำคัญ ที่จะทำให้เกิดเป็นพลังสามัคคีของแผ่นดินได้จริง ก็ขอให้กำลังใจกลุ่มที่ร่วมกันร่างมาตรฐานฉบับนี้ขึ้นมา ซึ่งสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอก็ได้ตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะผลักดันให้มาตรฐานเศรษฐกิจพอเพียงภาคอุตสาหกรรม เป็นมาตรฐานที่ใช้กันทั่วโลกเหมือนมาตรฐานอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่เรารับเอาจากประเทศตะวันตกมาใช้

     ในงานเปิดตัวโครงการชื่อ Dinner talk อุตสาหกรรมไทยยั่งยืน ด้วยมาตรฐานเศรษฐกิจพอเพียง นอกจากอาจารย์ยักษ์จะเห็นความตั้งใจของทีมงานสถาบันทั้งสองแห่งแล้ว ยังได้เห็นความตั้งใจจริงของเอกชน ที่ให้ความสนใจเข้ามาร่วมรับฟังกันหลายร้อยคน จากหลายสิบบริษัท ทั้งสื่อมวลชนก็ให้ความสนใจซักถาม เพื่อนำไปเผยแพร่

     ทั้งสองกลุ่มนี้อาจารย์ยักษ์เชื่อว่าเป็นกลุ่มที่เห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ และกำลังพยายามเดินตามแนวทางพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหัวฯ เพื่อให้เป็นแนวทางปฏิบัติ ซึ่งหลายหน่วยงานก็ได้ปฏิบัติด้วยตนเองมาหลายปีแล้ว ก่อนที่จะมีการร่างมาตรฐานฉบับนี้ขึ้นมาด้วยซ้ำ เพราะเล็งเห็นความสำคัญ อาทิ ดร.อนุสรณ์ แสงนิ่มนวล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ที่ได้นำไปปฏิบัติในองค์กรอย่างเป็นรูปธรรม จนสามารถขยายผลความสำเร็จไปยังชุมชน ซึ่งได้ให้เกียรติมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในงานดังกล่าว นอกจากนั้นยังมีอุตสาหกรรมชั้นนำหลายบริษัทที่สนใจเข้าร่วมฟังและสนับสนุนการจัดงานนี้ ซึ่งคงจะเอ่ยชื่อได้ไม่ครบถ้วน แต่ก็ขอชื่นชมมากที่สนใจที่จะเข้าร่วมทั้งๆ ที่ตัวยกร่างมาตรฐานเศรษฐกิจพอเพียงนั้นยังไม่เสร็จหลายคนก็สนใจมาสอบถามเพื่อจะนำไปปฏิบัติ

     อาจารย์ยักษ์เห็นว่า นี่แหละคือจุดแข็งจริงๆ ของคนไทย คือ เมื่อเกิดภาวะวิกฤติด้านต่างๆ คนไทยเราก็จะมาร่วมกัน มาช่วยกัน สร้างสรรค์สิ่งดีๆ ขึ้นมารองรับ ดังนั้นแม้ภัยพิบัติทั้ง 4 ด้านจะโหมกระหน่ำแรงขึ้นเรื่อยๆ อาจารย์ยักษ์ก็ยังคงเชื่อมั่นว่า ความสามัคคี และความตั้งมั่นที่จะทำจริงนี่แหละ ที่จะนำพาให้เรารอดได้ในห้วงเวลาวิกฤตินี้
     
“อ.ยักษ์ มหา’ลัยคอกหมู”

พอแล้วรวย 26 กุมภาพันธ์ 2554



บุคคลที่หาได้ยาก (1)

     ในยุคสมัยแห่งการยื้อแย่งแข่งขัน ท่ามกลางสังคมที่ตะเกียกตะกายแก่งแย่งกัน เพื่อหวังลาภยศถาบรรดาศักดิ์ อาจารย์ยักษ์ถือว่าตัวเองเป็นคนมีบุญ เพราะท่ามกลางความรุ่มร้อนจากโลภะ โทสะ โมหะ ยังได้พบเจอกับเหล่า “บุคคลที่หาได้ยาก” มากมายหลายคน เป็นคนที่มีจิตวิญญาณสร้างผลงานขึ้นมาด้วยจิตใจมุ่งมั่นของตัวเอง แม้ไม่มีปัจจัยค่าตอบแทนใดๆ ก็ทุ่มเททำจริง

     อาจารย์ยักษ์อยากให้กำลังใจ และอยากพูดถึงคนในกลุ่มที่ถือว่าเป็นรุ่นกลางของเครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติ ยกตัวอย่างความพยายามของ เอ (เกียรติศักดิ์ ลีสง่า) ที่พยายามสร้างรูปธรรมของการนำไม้มาใช้ประโยชน์ให้คนเห็นจริง โดยนำไม้ที่ปลูกจากเครือข่ายธนาคารต้นไม้มาสร้างธนาคารต้นไม้สำนักงานใหญ่ขึ้นที่มาบเอื้อง ซึ่งเป็นหนทางที่เป็นรูปธรรมในการแสดงให้เห็นว่าการปลูกไม้เพื่อนำมาใช้ประโยชน์เองนั้นสามารถทำได้

     เพราะเดี๋ยวนี้คนไม่กล้าปลูกต้นไม้แล้ว เขาคิดว่าปลูกแล้วนำมาใช้ประโยชน์ไม่ได้ ปลูกแล้วตัดไม่ได้ ขนย้ายไม่ได้ เขาจึงเลือกทางที่จะตัดทิ้ง เผาทิ้งง่ายกว่า แต่เอก็ทำให้ดูแล้วว่าสามารถทำได้ เจ้าหน้าที่ป่าไม้ก็ยืนยันแล้วว่าการขนส่งเคลื่อนย้ายไม้ที่ปลูกในที่ดินของตนเองเพื่อนำมาทำประโยชน์นั้นทำได้ ไม้ที่ปลูกขึ้นในที่โฉนด หรือ น.ส. 3 ของตนเองนั้นนำมาทำประโยชน์ได้อย่างมากมาย

     เพียงมีใบอนุญาตจากผู้มีอำนาจ เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ว่าเป็นไม้ที่ปลูกขึ้นในที่ดินของนาย ก นาย ข ก็สามารถเคลื่อนย้ายได้ มีไม้สองอย่างเท่านั้นที่เป็นไม้สงวน คือไม้สัก กับไม้ยาง หากจะตัดต้องขออนุญาตจากทรัพยากรจังหวัด เมื่อขออนุญาตแล้วภายในเวลาหนึ่งเดือนก็ต้องอนุญาต ถ้าไม่อนุญาตก็หมายความว่าเจ้าหน้าที่รัฐไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ เพราะตามกฎหมายแล้วเจ้าหน้าที่มีหน้าที่อำนวยความสะดวก แม้ต้องปฏิบัติตามขั้นตอนต่างๆ เหล่านี้

      เอก็ได้เพียรพยายามไปทำเอกสารเพื่อเคลื่อนย้ายมาทำประโยชน์ให้เห็นจริง ชาวบ้านจะได้มีกำลังใจ เพราะถ้าหากว่าเจ้าหน้าที่รัฐเท่านั้นที่มีอำนาจปลูกได้ เคลื่อนย้ายได้ ชาวบ้านก็ไม่อยากปลูก สุดท้ายก็คือบ้านเราจะไม่มีต้นไม้ เพราะเอามาใช้ประโยชน์ไม่ได้ ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายยิ่งกว่า

     การทำให้ดูตัวอย่างนี้สำคัญ แต่ส่วนใหญ่แล้วคนจะไม่ค่อยสนใจทำเพราะเป็นมุมที่ละเอียดอ่อนและยาก แต่เอมาทำเขาลำบากและทำงานหนักเพื่อที่จะสร้างให้เสร็จ คนมาเห็นก็สนใจ และนำไปทำตามได้ ถ้าคิดแล้วเพียงแค่พูดด้วยปาก หรือแม้แต่เขียนกฎหมายขึ้นมาก็เท่านั้น ไม่เกิดผลเพราะแปลงลงสู่การปฏิบัติไม่ได้ แต่เอเพียรพยายาม ปฏิบัติ ของจริงนี่แหละที่จะพิสูจน์ให้คนเห็น และคนก็จะคิดที่จะสร้างบ้านด้วยไม้ สร้างยุ้งข้าวด้วยไม้ ทำอะไรด้วยไม้ที่ตนปลูกเอง

     นอกจากตัวอย่างของเอแล้ว คนที่สองก็คือ ผู้ใหญ่ดาว (เดช ทองลพ) กับทีมงาน ทั้งเมีย ทั้งลูก เห็นคุณค่าของงานกสิกรรมธรรมชาติ ตั้งแต่มาอบรมที่มาบเอื้องกลับไปบ้านก็ปลูกต้นไม้มากมายที่บ้าน จัดงานระดมทุนมาปลูกต้นไม้เพื่อประเดิมให้เกิดการปลูกต้นไม้ในบ้าน ทุกวันนี้มีป่า 3 อย่างประโยชน์ 4 อย่างเป็นเรื่องเป็นราว พอรู้ว่ามาบเอื้องจะสร้างธนาคารต้นไม้ ก็รีบเกี่ยวข้าวให้เสร็จแล้วยกทีมขึ้นมาทำธนาคารต้นไม้สำนักงานใหญ่ที่มาบเอื้อง แม้ว่าไม้ที่ตัดมายังไม่แห้งดี ก็เร่งสร้าง เร่งทำ ถึงแม้จะหดบ้าง จะเอียงบ้าง มันก็เป็นความพยายามของคนที่ต้องการพิสูจน์ว่าเขาลงมือทำจริง ทำได้จริง เรื่องราวแบบนี้ก็เป็นเรื่องที่ต้องยกย่อง อย่างนี้เราอยากจะยกย่องให้คนเอาเป็นตัวอย่าง เพราะทำจริงๆ

     เรื่องราวของบุคคลที่หาได้ยากยังไม่หมดเท่านี้ ฉบับหน้าจะชี้ให้เห็นเหตุว่าทำไมอาจารย์ยักษ์ถึงเชื่อว่า กาละเวลานี้ โลกจำเป็นและต้องการบุคคลที่หาได้ยาก แม้เป็นเพียงคนเล็กๆ เหล่านี้ โปรดติดตามอ่านใน คมชัด ลึก เสาร์หน้า

“อ.ยักษ์ มหา’ลัยคอกหมู”

พอแล้วรวย 19 กุมภาพันธ์ 2554



ฅนเอาถ่าน

ในอดีต ถ่านเป็นที่รู้จักกันในทุกครอบครัว สามารถผลิตเองได้ เป็นการพึ่งตนเอง แต่เตาถ่านในอดีตเป็นเตาหลุมผีหรือเตาดิน จึงต้องใช้ไม้ใหญ่ๆ และเลือกไม้มาทำการเผาถ่านจึงเป็นส่วนหนึ่งของการทำลายป่า ใช้ทรัพยากรธรรมชาติสิ้นเปลือง ไม้จึงหมดไปอย่างหน้าใจหาย ในปัจจุบัน ได้มีการพัฒนาเตาเผาถ่านในหลายรูปแบบ แถมยังใช้ไม้กิ่งเล็กๆ ไม้แห้ง เศษไม้ ผลไม้ ดอกไม้ และยังสามารถใช้งานได้ในหลายรูปแบบ ได้ของแถมที่มากด้วยคุณค่าอีกด้วย เมื่อพูดถึงถ่านก็ต้องนึกถึงไม้ที่จะนำมาเผา ตรงกับแนวพระราชดำรัสของพระองค์ท่านในเรื่องของ ป่า ๓ อย่างประโยชน์ 4อย่าง บ้านเราเจริญเติบโตมาด้วยภาคเกษตร การทำการเกษตรก็ต้องใช้น้ำ ถ้าหมดป่าเราจะหมดน้ำ ต้นกำเนิดของน้ำ คือ ป่า ก่อนที่เราจะเผาถ่าน เราจะต้องปลูกต้นไม้ให้เป็นต้นทุนก่อน เมื่อต้นไม้โตจะมีแขนงงอกออกมาที่ข้างลำต้น เราก็ทำการตัดแต่งกิ่งนำมาเป็นดอกเบี้ย ต้นทุนเราก็ยังอยู่ เราจะใช้โดยไม่รู้จักหมด เป็นการสะสมไปในตัว  เตาเผาถ่านของเราต้นทุนต่ำสามารถให้ผลผลิตสูง ทำจากถัง  ๒๐๐ ลิตรที่เป็นถังเหล็ก หรือทำด้วยถัง ๒๐ -๓๐ ลิตรก็ได้ ทำครั้งเดียวจะอยู่ได้ถึง ๒ -๓ ปี เป็นการประหยัดเวลาและประหยัดไม้ ในการเผาถ่านแต่ละครั้งจะได้ของแถมที่มากด้วยคุณค่า เป็นการสลายตัวของสารอาหารที่อยู่ในเนื้อไม้ สีน้ำตาลอมแดงหรือเรียกว่า วูดเวเนการ์ หรือ น้ำส้มควันไม้ สามารถนำมาใช้ประโยชน์ทั้งในด้านการเกษตร ในครัวเรือน ปศุสัตว์ อุตสาหกรรม

วัสดุอุปกรณ์ที่ใช้ในการทำเตาเผาถ่าน

  • ถังน้ำมัน ๒๐๐ ลิตร (ถังเหล็ก) ๑ –๒ ใบ
  • อิฐบล็อก ๘ –๑๐ ก้อน
  • ท่อใยหิน ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ๔ นิ้ว ยาว ๑ เมตร
  • ดิน และทราย
  • สังกะสีหรือกระเบื้อง แผ่นเรียบ
  • ไม้ยาวประมาณ ๔๐ –  ๗๕ เซนติเมตร ๑๒ –๑๕ ท่อน
  • ไม้หมอน ตัดไม้ยาว ๒๐ เซนติเมตร หรือประมาณ ๒ คืบ ๓-๕ ท่อน เพื่อเป็นช่องระบายอากาศ

ขั้นตอนการติดตั้งเตาเผาถ่าน

  1. นำถัง ๒๐๐ ลิตร ตัดฝาด้านบนออกให้สามารถเปิดปิดและยึดกับตัวถังได้ เจาะรูที่ฝาถังเป็นรูปสี่เหลี่ยม ขนาด ๒๐x๒๐ ซม. ตรงก้นถังเจาะรูวงกลมเส้นผ่าศูนย์กลาง ๔ นิ้ว
  2. ปูพื้นด้วยทรายหรือดินให้มีขนาดความกว้างยาวเท่าขนาดถัง แล้วนำถังมาวางลงไป
  3. ประกอบข้องอ ๙๐ องศา กับใยหินที่ทำหน้าที่เป็นปล่องควัน พร้อมเชื่อมรอยต่อโดยใช้ดินเหนียวผสมขี้เถ้าแกลบ แล้วใช้กรวด หิน หรืออิฐหักรองรับน้ำหนักของทอใยหิน
  4. หุ้มถังด้วยดินเหนียวหนา ๓๐ ซม. หรือใช้ไม้ตีกรอบล้อมถังและถมดินลงไปให้ท่วมถัง เพื่อเป็นฉนวนป้องกันความร้อน จากนั้นใส่ตะแกรงเหล็กในถังก่อนจัดเรียงไม้พื้นที่ไม่สดหรือแห้งเกินไป โดยควรใช้ฟืนที่ตัดเก็บไว้ในที่ร่ม ๑-๒ อาทิตย์ เรียงซ้อนกันจนเต็มเตา โดยเรียงฟืนขนาดเล็กไว้ข้างล่างฟืนใหญ่ไว้ข้างบน
  5. ทำการปิดฝาถัง พร้อมใช้ดินเหนียวผสมแกลบดำอุดรอยแยกถัง เพื่อป้องกันไม่ให้อากาศเข้าตามรอยแยก จากนั้นนำอิฐบล็อกมาวางให้ตรงช่องหน้าเตาที่เจาะไว้

ที่ตั้งของเตาถ่าน ควรทำหลังคามุงกันแดดกันฝน เพื่อความคงทนและสะดวกในการทำงานหน้าเตา ส่วนตำแหน่งที่ใช้จุดไฟหน้าเตา ควรขุดให้ลาดเอียงเข้าหาปากเตาเล็กน้อย และควรให้อยู่ต่ำกว่าพื้นเตาเพื่อให้ความร้อนเข้าได้ง่าย

     

การเผาถ่าน

  1. การจุดไฟหน้าเตา ควรจุดให้ห่างปากเตาประมาณ ๑ ฟุต ปล่อยให้อากาศร้อนเท่านั้นที่ไหลเข้าไปในเตา ขั้นตอนนี้เป็นการอบไม้ฟืนให้แห้ง ควรให้ความร้อนจากหน้าเตาแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่เร่งรัดโหมไฟจนเกินไป เพื่อให้ไม้ในเตาถูกอบแห้งอย่างทั่วถึงสม่ำเสมอ ซึ่งใช้เวลาประมาณ ๒ ชั่วโมง โดยสังเกตควันสีขาวของความชื้นจากเนื้อไม้ที่ปากท่อใยหิน
  2. การควบคุมไฟเตา เมื่อไม้ฟืนภายในเตาเริ่มติดไฟลุกไหม้ซึ่งเป็นขั้นตอนที่จะกลายเป็นถ่าน ให้หยุดเติมไฟจากภายนอก และลดช่องอากาศที่หน้าเตาให้เล็กลงประมาณฝาขวด ปล่อยให้เตาเผาไหม้ต่อไปด้วยความร้อนจากภายในเตาเท่านั้น โดยสังเกตดูควันที่ปากท่อซึ่งจะเปลี่ยนเป็นสีขาวอมน้ำตาลฉุนแสบตา ให้ดักเก็บน้ำส้มควันไม้ในช่วงนี้ จะได้น้ำส้มควันไม้ที่มีคุณภาพสูง อุณหภูมิที่ปล่องควันจะอยู่ที่ ๘๒ –๑๒๐ องศา ขั้นตอนนี้เป็นช่วงที่จะทำให้ถ่านปลอดภัยจากสารทาร์ หรือน้ำมันดิน ซึ่งเป็นพิษต่อพืช ดิน รวมทั้งเป็นสารก่อมะเร็ง จึงเหมาะสมในการดักเก็บน้ำส้มควันไม้
  3. การปิดเตา ในช่วงถ่านสุกซึ่งเป็นช่วงที่ไม้กลายเป็นถ่านอย่างสมบูรณ์สังเกตว่าควันจะเปลี่ยนเป็นสีขาวอมน้ำเงิน ในช่วงควันสีน้ำเงินใส ให้ขยายหน้าเตาครึ่งหนึ่งปล่อยไว้ประมาณ ๓๐ –๔๕ นาที จึงปิดหน้าเตา ทิ้งไว้อีกประมาณ ๑๕ –๒๐ นาที จึงปิดหน้าเตาด้วยดินเหนียวรวมทั้งรอยรั่วอื่นๆ อย่าให้มีควันเล็ดลอดออกมาได้โดยเด็ดขาด และใช้ผ้าห่อทรายชุบน้ำปิดลงไปที่ปากปล่อง จากนั้นทิ้งเตาไว้ ๑ คืน  ให้เย็นลงจนสามารถเปิดเตา ห้ามใช้น้ำรดเตา ถ่านออกมาได้ในเช้าของวันถัดไป ถ่านคุณภาพจะมีลักษณะเป็นมันวาว แก่นไม้มักมีรอยแตกเป็นรูปดอกไม้ หากใช้นิ้วสัมผัสจะมีฝุ่นถ่านสีดำติดมือมาน้อยมาก เมื่อนำไปใช้ให้ความร้อนสูง

การเก็บน้ำส้มควันไม้

– การดักเก็บน้ำส้มควันไม้ ให้สังเกตสีของควันเป็นสีเหลืองน้ำตาลปนเทา โดยการนำกระเบื้องเคลือบสีขาวมาอังที่ปล่องไฟดูจะเป็นสีน้ำตาล จากนั้นนำท่อไม้ไผ่ที่เตรียมไว้มาวางต่อกับปล่องควันโดยตั้งท่อไม้ไผ่ให้เอียงชันขึ้นไปประมาณ ๔๕ องศา ห่างขึ้นไป ๑ ข้อไม้ไผ่ ใช้เลื่อยตัดเปิดท่อไม้ไผ่ให้เป็นรู เพื่อให้น้ำส้มควันไม้หยดลงมาแล้วหาขวดมารองรับน้ำ

– ที่ระยะห่างขึ้นไปอีก ๑ ข้อไม้ไผ่หรือราว ๔๐ ซม. ให้ติดตั้งระบบควบแน่นด้วยการใช้ผ้าชุบน้ำมาพันรอบท่อ และใช้ขวดพลาสติกบรรจุน้ำเจาะรูที่ฝาขวด ให้น้ำหยดตรงบริเวณที่พันผ้า เพื่อให้ท่อเย็นตลอดเวลา

– หมั่นตรวจควันที่ปล่องเป็นระยะ เมื่อสีน้ำส้มควันไม้เข้ม และมีความหนืดมาก จึงหยุดเก็บน้ำส้มควันไม้

ตารางการเก็บน้ำส้มควันไม้

๐๘.๐๐ น.              เริ่มจุดไฟ

๑๐.๐๐ น.               ติดไฟหน้าเตา

๑๗.๐๐ น.              เริ่มเก็บน้ำส้มควันไม้

๑๘.๓๐ น.             ปิดเตา

คุณภาพของเนื้อไม้ที่จำนำมาเผา

  1. ไม้แห้ง สารอาหารหมดจากเนื้อไม้แล้ว ไม่ต้องเก็บน้ำส้มควันไม้ สามารถเผาเป็นถ่านได้
  2. ไม้พอหมาด ไม้ที่ตัดไว้ประมาณ ๓ –๔ สัปดาห์ คุณภาพของน้ำส้มควันไม้จะดี
  3. ไม้สด ต้องจุดไฟหน้าเตานานเนื่องจากความชื้นสูง สิ้นเปลืองฟืนที่ใช้จุดหน้าเตา คุณภาพของน้ำส้มควันไม้ที่ได้พอใช้

อัตราส่วนและการใช้ประโยชน์

  • ความเข้มข้นร้อยละ ๑๐๐ แผลสด แผลถูกน้ำร้อน ไฟลวก น้ำกัดเท้า และเชื้อราที่ผิวหนัง
  • ผสมน้ำ ๒๐ เท่า ใช้รดทำลายมดปลวก
  • ผสมน้ำ ๕๐ เท่า พ่นลงดินเพื่อฆ่าเชื้อโรคที่ทำลายพืช หากผสมเข้มข้นมากกว่านี้อาจทำให้พืชตายได้
  • ผสมน้ำ ๑๐๐ เท่า ใช้ดับกลิ่น ห้องน้ำ ขยะ กรงสัตว์ ใช้ในการเกษตร ราดโคนต้นไม้รักษาโรคราและโรคเน่า รวมทั้งป้องกัน แมลงไม่ให้วางไข่ ประสิทธิภาพของน้ำส้มควันไม้ที่ความเข้มข้นจะมีฤทธิ์พอกับการอบฆ่าเชื้อด้วยการรมควันโดยผสมรดดินก่อนการเพาะปลูก ๑๐ วัน
  • ผสมน้ำ ๒๐๐ เท่า  พ่นที่ใบพืชและพื้นดินรอบต้นไม้ ๗ –๑๕ วัน ใช้ขับไล่แมลง ป้องกันและกำจัดเชื้อรา กระตุ้นความต้านทานและการเจริญเติบโตของพืช

ผสมน้ำ ๕๐๐ เท่า ฉีดพ่นผลอ่อนหลังติดผลแล้ว ๑๕ วัน ช่วยขยายให้ผลโตและฉีดพ่นอีกครั้งก่อนเก็บเกี่ยว  ๒ วัน ช่วยเพิ่มน้ำตาลในผลไม้

ถ่านไม้ไผ่

                ถ่านมีประโยชน์ต่อภาคการเกษตรและภาคอุตสาหกรรม ในภาคการเกษตรเราใช้ผสมเป็นอาหารสัตว์ ส่วนในภาคอุตสาหกรรม ใช้เป็นส่วนประกอบของเครื่องสำอาง สบู่ และยาสระผม

                ถ่านนอกจากจะช่วยในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติทางด้านพลังงานได้อย่างมากมายมหาศาลแล้ว ถ่านก็ยังมีผลดีต่อโลกทั้งทางตรงและทางอ้อมอีกมากมายเหลือจะคณานับ ไม่ใช่แต่เฉพาะด้านอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติเพียงอย่างเดียว ยังช่วยฟื้นฟูเยียวยารักษาสภาพที่เสียไปของอากาศบนผิวโลกอีกด้วย

ถ่านมีคุณสมบัติพิเศษคือ รูพรุนมากมายโดยเฉพาะถ่านไม้ไผ่จะมีรูพรุนมากกว่าถ่านทั่วไปหลายเท่าตัว รูพรุนที่มีมากมายจะทำหน้าที่ดูดซับกักเก็บอาหาร เมื่อฝังหรือผสมถ่านลงไปในดินจะช่วยเก็บรักษาอาหารและแร่ธาตุที่พืชต้องการ และช่วยให้ออกซิเจนถ่ายเทได้ดียิ่งขึ้น ไปกว่านั้นถ่านยังมีแร่ธาตุมากมายหลายชนิดที่มีประโยชน์ต่อพืชและเพิ่มประสิทธิภาพของปุ๋ยโดยเฉพาะปุ๋ยอินทรีย์

ประโยชน์ของถ่านไม้ไผ่

  1. สบู่ ระงับกลิ่นตัว กลิ่นเหล้าเบียร์
  2. ดูดสารพิษในข้าว
  3. ล้างผัก โดยการบดถ่านให้เป็นผงผสมกับน้ำ
  4. ล้างสารพิษในร่างกาย 

ถ้าถ่านที่ได้จากการเผามีคุณภาพดีจะมีค่ากระแสไฟฟ้าสูง ซึ่งถ่านดังกล่าวจะนำไปทำยาสีฟัน โดยนำไปบดผสมกับเกลือ การบูร พิมเสนและ สามารถนำมาทำเป็นสบู่ถ่านและหมอนถ่านได้



ธนาคารต้นไม้ 984 สาขา ถวายเป็นพระราชกุศล

ธนาคารต้นไม้ 984 สาขา ถวายเป็นพระราชกุศล ธนาคารต้นไม้เป็นแนวทางของภาคประชาชน ที่ตั้งขึ้นมาเป็นองค์กรขับเคลื่อน โดยมุ่งหวังส่งเสริมให้ประชาชนปลูกต้นไม้ในที่ดินของตนเอง แล้วรวมตัวกันเป็นเครือข่าย มีการตรวจนับ การประเมินรับรอง และจัดทำบัญชีธนาคารต้นไม้ กำหนดเป็นสำนักงานใหญ่ และสำนักงานสาขาธนาคารต้นไม้ ด้วยความเชื่อมั่นว่าแนวทางนี้แหละที่จะสร้างความพอเพียง มั่นคง มั่งคั่งที่ยั่งยืนให้แก่ประชาชน สังคม ประเทศชาติ และกับโลกใบนี้

ในปีอันเป็นมหามงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 7 รอบ หรือ 84 พรรษา กลุ่มธนาคารต้นไม้ 984 สาขาจะร่วมกันตั้งสำนักงานใหญ่ธนาคารต้นไม้ขึ้นที่ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้างอาคาร 7 ชั้น โดยยึดเอาตัวเลข 7 ซึ่งเป็นเลขมงคลของปีนี้ เป็นแนวคิดการก่อสร้างสำนักงานใหญ่ ที่สำคัญไม้ที่ใช้ในการก่อสร้างทั้งหมดนั้น ได้มาจากต้นไม้ที่ปลูกในธนาคารต้นไม้สาขาต่างๆ ที่กระจายกันอยู่ทั่วประเทศ โดยชาวบ้านปลูกและดูแลรักษาเอง เป็นตัวอย่างของการสร้างความพอเพียง และฟื้นคืนความมั่งคั่งให้แก่แผ่นดินนี้

เครือข่ายธนาคารต้นไม้ นำโดย พงศา ชูแนม ขับเคลื่อนแนวทางดังกล่าวมาหลายสิบปี โดยมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมการปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่างภายใต้ปรัชญาของธนาคารต้นไม้ เพราะเชื่อมั่นว่า ต้นไม้เท่านั้นที่เป็นความมั่นคงของแผ่นดิน ซึ่งอาจารย์ยักษ์ก็เห็นด้วย โดยคิดอย่างง่ายว่าต้นไม้น้ำหนัก 2 ตัน จะเก็บรักษาน้ำไว้ได้ 2 คิว ในขณะเดียวกันจะเก็บคาร์บอนไว้ในลำต้นได้ถึง 1 ตัน ซึ่งก็หมายความว่าในเนื้อไม้นั้นได้สะสมเอาคาร์บอนไว้ถึงครึ่งหนึ่ง

และด้วยเหตุนี้เองต้นไม้จึงให้ประโยชน์มากมาย นับง่ายๆ ได้ 4 อย่าง คือประโยชน์ในการใช้เป็นอาหาร เป็นประโยชน์อย่างที่หนึ่ง หรือเรียกว่า “พอกิน” ประโยชน์ใช้สร้างที่อยู่อาศัย เช่น การสร้างสำนักงานใหญ่นี้เรียกว่า “พออยู่” เป็นประโยชน์อย่างที่สอง ประโยชน์อย่างที่สาม คือใช้ทำเครื่องไม้ เครื่องมือ เครื่องใช้ไม้สอย หรือ “พอใช้” เป็นประโยชน์อย่างที่สาม ที่สำคัญที่สุด คือประโยชน์อย่างที่สี่ ต้นไม้สร้างความร่มเย็นให้โลกใบนี้ คืนความสมดุลให้ระบบนิเวศ หรือชาวเครือข่ายเศรษฐกิจพอเพียงเรียกว่า “พอร่มเย็น” ทั้ง 4 ประการจึงเป็นความหมายของการปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง โดยเป็นการปลูกป่าที่มีการวางแผนเลือกชนิดและความสูงของไม้ให้ไล่ระดับความสูง จึงสามารถปลูกไม้ในพื้นที่ที่มีให้ได้ประโยชน์สูงสุดก็หมายความว่าในเนื้อไม้นั้นได้สะสมเอาคาร์บอนพราะต้นไม้ านปลูกและดูแลรักษาเอง เป็นตัวอย่างของการ อันเป็นแนวทางการปลูกป่าตามแนวพระราชดำริ และเป็นรากฐานสำคัญของแนวคิดธนาคารต้นไม้

ปีนี้ ชาวธนาคารต้นไม้จึงตั้งใจว่าจะเร่งสร้างตัวอย่างความสำเร็จ 984 สาขา และสร้างธนาคารต้นไม้สำนักงานใหญ่ให้ประจักษ์ถึงการเอาจริง ตั้งใจจริง และทำทันทีของพวกเขา ซึ่งจะแสดงผลให้เห็นเป็นหนึ่งในวิถีบ้าน บ้าน การกระทำของคนเล็กๆ ที่ช่วยให้ผ่านวิกฤติได้ทุกเรื่อง แม้เรื่องใหญ่ๆ เช่นภาวะโลกร้อน ซึ่งหากจะลองทบทวนจริงจังก็จะพบว่า ปัญหาใหญ่ระดับโลกที่ดูเหมือนจะไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยคนเพียงคนเดียว แท้ที่จริงแล้วเกิดจากน้ำมือของคนแต่ละคน ที่กระทำต่อโลกนี้พร้อมๆ กันโดยไม่ทันตระหนัก ดังนั้นเมื่อตระหนักแล้วเห็นทางแล้ว จึงไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าการ “ทำทันที” ดังที่ธนาคารต้นไม้ได้ทำให้เห็นแล้ว

อาจารย์ยักษ์จึงอยากเชิญชวนกันมาร่วมสร้างความฝันของชายคนที่ชื่อ พงศา ชูแนม ที่ทุ่มเทสุดกำลังให้แก่แนวคิดนี้มาตลอด ให้เป็นจริงขึ้นได้ในปีอันเป็นมหามงคลนี้ ในงานมหกรรมคืนชีวิตให้แผ่นดิน…วิถีบ้าน บ้าน ผ่านวิกฤติได้จริง ระหว่างวันที่ 17-19 มีนาคม 2554 ณ ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี ครับ!

อ.ยักษ์ มหา’ลัยคอกหมู

พอแล้วรวย 12 กุมภาพันธ์ 2554



ฅนมีไฟ

“…น้ำมันปาล์มทราบว่าดีเป็นน้ำมันที่ดีใช้งานได้
ใช้บริโภคแบบใช้น้ำมันมาทอดไข่ได้ มาทำครัวได้
เอาน้ำมันปาล์มมาใส่รถดีเซลได้
กำลังของน้ำมันปาล์มนี้ดีมากได้ผล
เพราะว่าเมื่อได้มาใส่รถดีเซล ไม่ต้องทำอะไรเลย
ใส่เข้าไป แล่นไป คนที่แล่นตามบอกว่าหอมดี…”
พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ
***************************
ไบโอดีเซล (Biodiesel) ทางเลือกหนึ่งของพลังงานทดแทน
               น้ำมันเชื้อเพลิง เป็นปัจจัยสำคัญและจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประชาชนโดยตรง มีความสำคัญต่อภาคการผลิต ทั้งภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตรกรรม และภาคธุรกิจการขนส่ง จากการที่ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในตลาดปัจจุบันมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ มีผลต่อค่าครองชีพของประชาชนที่มีรายได้น้อยโดยเฉพาะเกษตรกร  ทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น
               ไบโอดีเซล เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการนำน้ำมันพืชชนิดต่างๆ หรือน้ำมันสัตว์มาสกัดเอายางเหนียวและสิ่งสกปรกออก จากนั้นนำไปผ่านกระบวนการทางเคมี โดยการเติมแอลกอฮอล์ เช่น เอทานอลหรือเมทานอล และมีตัวเร่งปฏิกิริยา เช่น โซเดียมไฮดรอกไซด์ ภายใต้สภาวะที่มีอุณหภูมิสูง เพื่อเปลี่ยนโครงสร้างน้ำมันจาก Triglycerides เป็น Organic Acid Esters เรียกว่า “ไบโอดีเซล” และได้กลีเซอรอลเป็นผลพลอยได้ ใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมยา เครื่องสำอาง
               วัตถุประสงค์ของกระบวนการดังกล่าวคือ ช่วยปรับปรุงคุณสมบัติของน้ำมันในเรื่องความหนืดให้เหมาะสมกับการใช้งานกับเครื่องยนต์ดีเซล และเพิ่มค่า cetane number การใช้ไบโอดีเซล สามารถลดมลพิษอากาศ ซึ่งเป็นผลจากการเผาไหม้ในเครื่องยนต์ได้ส่วนหนึ่ง เนื่องจากองค์ประกอบของไบโอดีเซลไม่มีธาตุกำมะถัน แต่มีออกซิเจนเป็นองค์ประกอบประมาณ ๑๐% โดยน้ำหนัก จึงช่วยการเผาไหม้ได้ดีขึ้น และลดมลพิษซัลเฟอร์ไดออกไซด์ ไฮโดรคาร์บอน คาร์บอนมอนนอกไซด์ ฯลฯ  นอกจากนี้ ไบโอดีเซลมีคุณสมบัติในการหล่อลื่นดีกว่าน้ำมันดีเซล  น้ำมันเชื้อเพลิงชนิดนี้  สามารถผลิตได้จากวัตถุดิบจากการเกษตรภายในประเทศ เช่น ไขมันจากพืช ไขมันจากสัตว์ และสาหร่ายบางชนิด ในระดับชุมชนสามารถทำการผลิตได้จากพืชน้ำมันในท้องถิ่น เช่น น้ำมันสบู่ดำหรือโดยการใช้น้ำมันประกอบอาหารที่ใช้แล้วจากกิจการต่างๆ ทั้งในครัวเรือน ร้านอาหาร ภัตตาคาร กลุ่มผลิตผลิตภัณฑ์ OTOP หรือโรงงานอุตสาหกรรมอาหารในชุมชน ซึ่งจะเป็นการเพิ่มมูลค่าของผลผลิตทางการเกษตร หรือเป็นการเพิ่มคุณค่าของน้ำมันที่ใช้แล้ว และช่วยลดปริมาณของเสียที่ทำให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมในชุมชนได้อีกด้วย
               ด้วยสายพระเนตรอันยาวไกล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงมีพระราชดำริให้ศึกษาวิจัยและทดลองผลิตน้ำมันไบโอดีเซล นำมาใช้กับยานพาหนะในพระราชวังสวนจิตรลดาเมื่อหลายสิบปีที่ผ่านมา และทรงมีพระราชดำรัสเกี่ยวกับการใช้น้ำมันไบโอดีเซลเป็นพลังงานทดแทน เพื่อช่วยแก้ปัญหาของชาติด้านพลังงาน กับคณะบุคคลที่เข้าเฝ้าถวายพระพรเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา ๔ ธันวาคม ๒๕๔๘ ที่ผ่านมา ดังนั้น เพื่อสนองพระราชดำริฯ พสกนิกรจึงสมควรน้อมนำเทคโนโลยีการผลิตน้ำมันไบโอดีเซลมาปฏิบัติ เพื่อทำให้สามารถพึ่งตนเองได้ด้านพลังงานต่อไป
 
การทำน้ำมันไบโอดีเซลจากน้ำมันพืชและสัตว์ที่ใช้แล้ว
วิธีการทำน้ำมันไบโอดีเซล
               การใช้น้ำมันไบโอดีเซลจากน้ำมันที่เหลือใช้ในครัวเรือน ทำให้ประหยัดรายจ่าย เพิ่มรายได้ และสิ่งแวดล้อมไม่ถูกทำลายจากคราบน้ำมันที่ต้องทิ้งลงพื้นดิน หรือแม่น้ำลำคลอง
 อุุปกรณ์ที่ต้องใช้
นำน้ำมันพืชหรือน้ำมันสัตว์ที่ใช้แล้ว กรองเอาเศษอาหารที่ปนออก แล้วยกขึ้นตั้งไฟ
 
1. หากมีน้ำผสมอยู่ในน้ำมัน (ลักษณะขาวข้น) ต้องต้มน้ำมันในอุณหภูมิประมาณ ๑๑๐ องศา นานประมาณ ๑๐ นาที แล้วดับไฟ ขณะต้มจะมีฟองน้ำผุดขึ้น และมีเสียงดังที่ก้นหม้อ
 
– หากไม่มีน้ำปน ต้มน้ำมันที่อุณหภูมิ ๕๗ องศา แล้วดับไฟ ความร้อนจะขึ้นถึง ๖๐ องศา
 
2. นำเมทิลแอลกอฮอล์ใส่ลงในภาชนะคล้ายแกลลอนที่มีฝาปิดและนำโซดาไฟใส่ลงไป ปิดฝาแล้วเขย่าจนละลายหมด ระหว่างเขย่าควรหยุดเปิดฝาให้ไอร้อนระเหยออกจากแกลลอน แล้วจึงเขย่าอีกครั้ง ขั้นตอนนี้ควรทำด้วยความระมัดระวัง อย่าสัมผัสส่วนผสมหรือสูดดมไอระเหย และอย่าทำให้เกิดประกายไฟ ควรทำในสถานที่อากาศถ่ายเทได้ดี หากมีการสัมผัสให้ล้างน้ำสะอาดทันที

เมทิลแอลกอฮอล์ผสมโซดาไฟ เทลงในน้ำมันที่ต้มแล้วและทิ้งไว้จนอุณหภูมิลดลงเหลือ 60 องศา

การใช้น้ำมันไบโอดีเซล
 
ควรหมั่นตรวจไส้กรองดีเซลและเปลี่ยนตามกำหนด หรือถ่ายน้ำมันจากกรองดักน้ำบ่อยๆ เพื่อป้องกันการอุดตันของสบู่ หากเครื่องยนต์มีอาการสะดุดให้ตรวจสอบระบบท่อน้ำมันและตรวจไส้กรองน้ำมันดีเซล

เมื่อน้ำมันที่ต้มมีอุณหภูมิ ๖๐ องศา ให้ยกน้ำมันลงจากเตาแล้วนำส่วนผสมของข้อ ๒ เทลงไป กวนให้เข้ากัน พักทิ้งไว้ ๑ คืน ตอนเช้าจะพบว่ามีฝ้าลอยอยู่บนผิวหน้าให้ตักออก แล้วตักของเหลวใสตอนบน (ไบโอดีเซล) ไปพักไว้ ๗ วัน ค่อยนำไปใช้ เป็นเชื้อเพลิงแทนน้ำมันดีเซล ส่วนชั้นล่างเป็นของแข็งสีน้ำตาล คือ กลีเซอรีน สามารถนำไปทำสบู่ธรรมชาติเพื่อใช้ล้างทำความสะอาดพื้น หรือทำเป็นเชื้อเพลิงติดไฟ หากหลังจากกวนส่วนผสม ผลที่ได้เป็นของเหลวคล้ายเจลโดยไม่มีการแยกตัว หมายความว่า โซดาไฟมากไป หากได้เป็น ๓ ส่วน คือ ส่วนบน – ไบโอดีเซล, ส่วนกลาง – น้ำมันที่ยังไม่ทำปฏิกิริยา, และส่วนล่าง – กลีเซอรีน หมายความว่าโซดาไฟน้อยเกินไป  หากใช้โซดาไฟที่ชื้นหรือมีน้ำปนอยู่ จะได้ส่วนที่ ๔ เกิดขึ้น คือ สบู่น้ำมันไบโอดีเซลที่ได้ หลังจากตั้งทิ้งไว้
 
ประโยชน์ของน้ำมันไบโอดีเซล

ช่วยลดการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศและเป็นเชื้อเพลิงราคาถูก ช่วยสร้างความมั่นคงให้กับชาติทั้งทางพลังงานและเศรษฐกิจ ช่วยพยุงราคาพืชผลทางการเกษตรของไทย สร้างความมั่นคงและมั่งคั่งให้กับเกษตรกร
ช่วยทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้นลดการสูญเสียจากการพยาบาลผู้ป่วยที่ได้รับมลพิษจากอากาศเป็นการแก้ไขมลพิษทางอากาศอีกด้วย เพราะไบโอดีเซลไม่ทำให้เกิดคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศ เพิ่มขึ้น ลดการเกิดปรากฎการณ์เรือนกระจก
 
ไบโอดีเซล มีการเผาไหม้ที่สะอาดกว่าเชื้อเพลิงที่ได้จากปิโตรเลียมที่ใช้กันอยู่ทั่วไปในปัจจุบัน ทำให้ไบโอดีเซลมีคุณภาพที่ดีกว่า เพราะออกซิเจนในไบโอดีเซลให้การสันดาปที่มีความสมบูรณ์กว่าดีเซลปกติ จึงมีก๊าซคาร์บอนมอนนอกไซด์น้อยกว่า
 
น้ำมันใช้ปรุงอาหารที่ใช้แล้วสามารถนำกลับมาใช้โดยผลิตเป็นไบโอดีเซลช่วยลดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมได้อีกทางหนึ่ง
 
………………………………………………………………………. 
 
แก๊สชีวภาพ หรือ ไบโอแก๊ส
 
เป็นแก๊สที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติจาการย่อยสลายสารอินทรีย์ภายใต้สภาวะที่ปราศจากออกซิเจน แก๊สชีวภาพประกอบด้วยแก๊สหลายชนิด ส่วนใหญ่เป็นแก๊สมีเทน ประมาณ ๕๐ – ๗๐% และ แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ ประมาณ ๓๐ – ๕๐% ส่วนที่เหลือเป็นแก๊สชนิดอื่นๆ เช่น ไฮโดรเจน ออกซิเจน ไฮโดรเจนซัลไฟด์ ไนโตรเจน และไอน้ำ ระบบแก๊สชีวภาพ เป็นระบบจัดการของเสียควบคู่ไปกับการปรับปรุงสภาพแวดล้อม ภายในระบบ โดยวิธีทางชีวภาพแบบไม่ใช้อากาศ ด้วยการนำสารอินทรีย์หรือมูลสัตว์ไปหมักโดยวิธีชีวภาพ เพื่อให้กลุ่มจุลินทรีย์ชนิดที่ไม่ต้องการออกซิเจนย่อยสลายมูลสัตว์เหล่านั้น และเกิดเป็นแก๊สชีวภาพที่สามารถจุดติดไฟได้โดยมีแก๊สมีเทนเป็นองค์ประกอบหลัก
 
แก๊สชีวภาพนั้นสามารถนำไปใช้เป็นพลังงานทดแทนพลังงานเชื้อเพลิงอื่นๆได้ น้ำเสียที่ผ่านการบำบัดจากระบบชีวภาพจะกลายเป็นปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพดี ขบวนการย่อยสลายสารอินทรีย์ สภาวะปราศจากออกซิเจน
 
ขบวนการย่อยสลายประกอบด้วย ๒ ขั้นตอน คือ
 
๑. ขั้นตอนการย่อยสลายสารอินทรีย์โมเลกุลใหญ่ เช่น ไขมัน แป้งและโปรตีน ซึ่งอยู่ในรูปสารละลายจนกลายเป็นกรดอินทรีย์ระเหยง่าย (volatile acid) โดยจุลินทรีย์กลุ่มสร้างกรด (acid-producing bacteria)
 
๒. ขั้นตอนการเปลี่ยนกรดอินทรีย์ให้เป็นแก๊สมีเทนแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์โดยจุลินทรีย์กลุ่มสร้างมีเทน (methane-producing bacteria)
 
ขั้นตอนการสร้างถังหมักแก๊สชีวภาพจากมูลสัตว์ ขนาดครัวเรือน
 
อุปกรณ์
 
๑.ถังหมักแก๊ส
ถังพลาสติกขนาดบรรจุ ๒๐๐ ลิตร ๑ ใบ พร้อมฝาปิด
ท่อพีวีซีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ๒ ๑/๒ นิ้ว สำหรับทำท่อเติมเศษอาหาร และทำตัวประคองแกนใบพัดกวนปฏิกูลในถังหมักแก๊ส
ท่อน้ำประปาขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ๑ นิ้ว ทำเป็นแกนเชื่อมเหล็กแผ่นเห็นใบพัด ๒ ชั้น
วาล์วปิด – เปิด ๒ ตัว ตัวที่ ๑ สำหรับเปิดสิ่งปฏิกูล เมื่อปฏิกูลหมดอายุใน ๑๐ -๑๒ เดือน ตัวที่ ๒ สำหรับเปิดปฏิกูลทิ้งรายวันเมื่อนำเศษอาหารใส่แต่ละมื้อ
เกลียวต่อสายยางท่อนำแก๊สออกจากถังหมักแก๊สไปยังถังรับแก๊ส ๑ ตัว
กาว ซิลิโคน และอุปกรณ์ต่างๆ
 
๒.ถังรับแก๊ส
ถังพลาสติกขนาดบรรจุ ๒๐๐ ลิตร ๑ ใบ เป็นตัวเปลือก
ถังพลาสติกขนาดบรรจุ ๑๘๐ ลิตร ๑ ใบ เป็นถังรับแก๊ส
เกลียวต่อสายยาง ๒ ตัว ตัวที่ ๑ ต่อสายยางจากถังหมักแก๊สตัวที่ ๒ ต่อจากถังรับแก๊สไปยังเตาหุงต้ม
 
วิธีทำ
 
๑.วิธีทำถังหมักแก๊ส
เจาะคว้านฝาครอบถังบรรจุแก๊ส ๒ รู ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ๒ ๑/๒ นิ้ว เพื่อทำช่องใส่เศษอาหารแต่ละมื้อ กับช่องประคองแกนกวนปฏิกูล
 
เจาะรูที่ฝาครอบถังหมักแก๊ส ๒ รู เพื่อใส่อุปกรณ์ต่อกับสายยางยำแก๊สจากถังหมักไปยังถังบรรจุแก๊ส
 
เจาะรูที่ข้างถังหมักแก๊ส ๒ รู รูที่ ๑ ใช้ทิ้งปฏิกูลที่หมดอายุ (กำหนดปฏิกูล ๑๐ – ๑๒ เดือน) และรุที่ ๒ สำหรับทิ้งปฏิกูลรายวัน
 
๒.วิธีทำถังเก็บแก๊ส
นำถังเก็บแก๊สคว่ำลงในเปลือกถัง
 
เจาะก้นถังเก็บแก๊ส ๒ รู รูที่ ๑ สำหรับต่อสายยางนำแก๊สจากถังหมักแก๊สมาเก็บ รูที่ ๒ สำหรับต่อสายยางนำแก๊สออกไปใช้โดยติดตั้งกับเตา
 
นำน้ำเทใส่ระหว่างถังเปลือกกับถังเก็บแก๊ส เพื่อเป็นตัวกั้นกันแก๊สออกจากถัง
 
๓.วิธีหมักมูลสัตว์ที่ทำให้เกิดแก๊ส
ใช้มูลสัตว์ ๑ ปี๊บ (เป็นมูลสดจะดีกว่ามูลแห้ง) นำน้ำเปล่า ๑ ปี๊บ (ควรเป็นน้ำประปาที่รองทิ้งไว้เกิน ๘ ชม. เพื่อให้กลิ่นและฤทธิ์คลอรีนลดลง หรือน้ำที่ไม่มีคลอรีนจะดีกว่า) นำน้ำผสมมูลสัตว์เทใส่ถังหมักนาน ๑๐ วัน จะเกิดแก๊สเริ่มต้นและจะผลิตแก๊สได้นาน ๑๐ – ๑๒ เดือน
 
การเติมเศษอาหารลงถังหมักเพื่อเพิ่มคุณภาพของจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดแก๊ส ให้เติมเศษอาหารในครัวเรือนที่ไม่มีรสเปรี้ยวใดๆ ทั้งสิ้น ๑ กิโลกรัม ในช่องทางเติมเศษอาหาร แล้วกวนให้เข้ากันกับปฏิกูลที่มีอยู่ในถังหมักเดิม เปิดช่องทางระบายด้านข้างเพื่อให้ปฏิกูลส่วนเกินไหลออกมา ปริมาณ ๑ กก. (สามารถนำไปทำเป็นปุ๋ยได้)
 
เทคนิคที่ควรทราบ
 
ไม่ควรเติมวัสดุที่เป็นกรด จะทำให้ไม่เกิดแก๊ส เช่น ผลไม้รสเปรี้ยว
 
มะละกอ ผักตบชวา หน่อไม้ กากถั่วเหลือง จะเกิดแก๊สได้ดี
 
การเก็บแก๊ส นอกจากเก็บโดยถังที่คว่ำในน้ำแล้ว ยังมีวิธีอื่นๆ อีก เช่น เก็บไว้ในยางรถยนต์
เพิ่มความดันให้มากขึ้นโดยใช้น้ำหนักกดทับถังแก๊สให้มากขึ้น เมื่อมีความดันสูง ก็ไม่จำเป็นต้องปรับเตาแก๊ส ถ้ามีความดันต่ำ ต้องเจาะรูส่งแก๊สที่เตาให้โตขึ้น
 
เตาที่จะใช้ควรเป็นเตาหัวเดียว ระยะเดือนแรกๆ แก๊สจะยังไม่มาก แต่จะค่อยๆ มากขึ้นในเดือนต่อๆ ไป
 
ประโยชน์ของแก๊สชีวภาพ
๑. ด้านพลังงาน
เมื่อพิจารณาถึงเศรษฐกิจแล้ว การลงทุนผลิตแก๊สชีวภาพ จะลงทุนต่ำกว่าการผลิตเชื้อเพลิงชนิดอื่นๆ สามารถนำมาใช้ทดแทนพลังงานเชื้อเพลิงจากแหล่งอื่นๆ
๒. ด้านปรับปรุงสภาพแวดล้อม
โดยการนำมูลสัตว์และน้ำล้างคอกมาหมักในบ่อแก๊สชีวภาพ จะเป็นการช่วยกำจัดมูลในบริเวณที่เลี้ยง ทำให้กลิ่นเหม็นและแมลงวันในบริเวณนั้นลดลง และผลจากการหมักมูลสัตว์ในบ่อแก๊สชีวภาพที่ปราศจากออซิเจนเป็นเวลานานๆ ทำให้ไข่พยาธิและเชื้อโรคส่วนใหญ่ในมูลสัตว์ตายด้วย ซึ่งเป็นการทำลายแหล่งเพาะเชื้อโรคบางชนิด เช่น โรคบิด อหิวาห์ และพยาธิที่อาจแพร่กระจายจากมูลสัตว์ด้วยกันแล้ว ยังเป็นการป้องกันไม่ให้มูลสัตว์ถูกชะล้างลงไปในแหล่งน้ำตามธรรมชาติ
๓. ด้านการเกษตร
การทำเป็นปุ๋ยหมัก กากที่ได้จากการหมักแก๊สชีวภาพ เราสามารถนำไปใช้เป็นปุ๋ยได้ดีกว่ามูลสัตว์สดๆ และปุ๋ยคอก ทั้งนี้เนื่องจากในขณะที่หมักจะมีการเปลี่ยนแปลงสารประกอบไนโตรเจนในมูลสัตว์ทำให้พืชสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้



ฅนรักษ์แม่โพสพ

“…ขอบใจที่นำสิทธิบัตรนี้ ซึ่งถือว่าเป็นการประกันว่าการข้าวไทยเป็นของไทยแท้ ซึ่งคนหนักใจว่า เราเป็นข้าวไทยมานานแล้วจะกลายเป็นต้องไปกินข้าวฝรัง เพราะว่าสิทธิบัตรนี้เป็นของฝรั่ง แต่ว่ามาอย่างนี้ ก็ถือว่าเป็นว่าเราได้รับประกันว่าเราเป็นข้าวไทย และจะกินข้าวไทยต่อไป ฉะนั้นการที่มีสิทธิบัตรนี้ ก็เป็นสิ่งที่สำคัญ และก็หวังว่า จะต้องทุกคนจะรักษาความเป็นไทยได้ด้วยรับประทานกินข้าวไทย ไม่ต้องกินข้าวฝรั่ง…” พระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ณ พระตำหนักเปี่ยมสุข วังไกลกังวล อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ ๒๔ มิถุนายน ๒๕๕๒

ข้าวเป็นพืชที่หล่อเลี้ยงเผ่าพันธุ์คนไทยมานับตั้งแต่โบราณกาล โดยมีการค้นพบหลักฐานที่ชี้ว่า ได้เกิดภูมิปัญญาการปลูกข้าวด้วยการปักดำในวัฒนธรรมบ้านเชียงซึ่งมีอายุไม่ต่ำกว่า ๕,๐๐๐ ปี และจากการตรวจพบเมล็ดข้าวเก่าแก่อายุมากกว่า ๖,๐๐๐ ปี ผสมอยู่ในภาชนะดินเผาที่โนนนกทา จังหวัดขอนแก่น สนับสนุนแนวคิดทีว่า บรรพบุรุษของเราชาวเอเชียอาคเนย์ ได้เริ่มทำการปลูกข้าวก่อนที่วิถีแห่งข้าวจะแพร่หลายเข้าไปสู่ประเทศอินเดีย จีน ญี่ปุ่น และเกาหลี

คนไทยผูกพัน นับถือและบูชาข้าวในนามเรียกขาน “แม่โพสพ” เทพธิดาประจำต้นข้าว ซึ่งเชื่อว่าคอยช่วยเหลือชาวนาให้สามารถทำนาได้พอกินและพอสำหรับจุนเจือเพื่อนมนุษย์ ดังคำอธิษฐานของชาวนาในอดีตระหว่างทำการหว่านเมล็ดพันธุ์ข้าว ๓ กำแรก ลงบนผืนนา โดยกำที่ ๑ กล่าวว่า “ทำบุญ” กำที่ ๒ กล่าวว่า “ทำทาน” และกำที่ ๓ กล่าวว่า “เลี้ยงชีวิต”

ในขณะที่คนไทยบริโภคข้าวเฉลี่ย ๑๕๐-๓๐๐ กิโลกรัมต่อคนต่อปี และข้าวกลายเป็น อาหารหลักของคนทั่วโลกกว่า ๔,๐๐๐ ล้านคน ทำให้ประเทศไทยส่งออกข้าวได้มากกว่า ๗ ล้านตันต่อปี โดยในปีพ.ศ. ๒๕๕๐ มียอดการส่งออกมากถึง ๙.๒ ล้านตัน

ด้วยเหตุปัจจัยหลายอย่างทั้งด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐ นับจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับที่ ๑ จน ถึงปัจจุบัน ส่งผลให้วีถีการปลูกข้าวด้วยความละเมียด ทะนุถนอมและเคารพเกื้อกูลต่อแม่โพสพ ธรรมชาติ และเพื่อนมนุษย์ ผืนดินของบรรพชนชาวนาไทยได้เปลี่ยนแปลงไปจากวิถีดั้งเดิมอย่างสิ้นเชิง การทำนาเพื่อ “ทำบุญ ทำทาน เลี้ยงชีวิต เคารพเกื้อกูลในแม่โพสพและธรรมชาติ” เปลี่ยนเป็นการผลิต เพื่อขาย และการให้ค่ากับผลกำไรและศรัทธาในเงินทองเป็นที่ตั้ง ส่งผลให้เกิด การขยายพื้นที่ทำนาอย่างกว้างขวาง

 ข้อมูลจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ปีพ.ศ. ๒๕๕๐/๒๕๕๑ ระบุว่าประเทศไทยมีพื้นที่เพาะปลูกข้าวนาปี ๕๗.๔๒ ล้านไร่ ผลิตข้าวเปลือกได้ ๒๓.๓๙ ล้านตัน แต่ขณะเดียวกันชาวนาไทยกลับยากจนข้นแค้น เป็นหนี้สิน ที่ดินหลุดมือ จากการทำนาที่ไม่ต้องใช้เงินสักบาทในอดีต ต้นทุนการผลิตข้าวเฉลี่ยปีพ.ศ. ๒๕๕๑ เพิ่มสูงขึ้นถึง ๖,๐๐๐ บาท/ไร่ ซึ่งในรายการนี้รวมถึงค่าซื้อปุ๋ยและสารเคมีจากต่างประเทศที่เพิ่มปริมาณมากขึ้นในทุกๆ ปี ปุ๋ยฝรั่งเบียดแทนที่มูลจากควายอดีตเพื่อนคู่กายคูใจของบรรพชนชาวนาไทย ซึ่งนอกจากคอยช่วยเหลือชาวนาในด้านแรงงานแล้วยังผลิตปุ๋ยธรรมชาติให้แก่ชาวนาอีกด้วย โดยควายรุ่นที่มีน้ำหนักประมาณ ๒๕๐ กิโลกรัม ๑ ตัว จะถ่ายมูลสดเฉลี่ยวันละ ๑๓.๕ กิโลกรัมหรือคิดเป็นมูลแห้ง ๔ กิโลกรัม

วิถีชาวนายุค “เงินทองเป็นใหญ่” ที่ดูเหมือนว่าจะเป็นความหวังอันเรืองรองของพี่น้องชาวนา ได้ส่งผลสะท้านสะเทือนต่อระบบนิเวศนาข้าว จากที่เคยอุดมสมบูรณ์ดังคำกล่าวที่ว่า “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว” กลับล่มสลายกลายเป็นผืนนาอันไร้ซึ่งชีวิต ไม่มีปูปลาในนาข้าวเฉกเช่นในอดีต ควายเหล็กหรือรถไถนาจากต่างชาติบุกทลายไปทั่วทุกพื้นที่ ผืนนาไทยที่เคยอุดมก็โทรมทรุดลงอย่างรวดเร็วราวกับคนป่วยที่กำลังสิ้นลม ซึ่งนั่นก็พอๆ กับวิถีชาวนาไทยที่ลมหายใจเริ่มรวยริน ภาพของชาวนาไทยผู้เคยได้รับการยกย่องเป็น “กระดูกสันหลังของชาติ” กลับกลายเป็นภาพของผู้ที่อุดมด้วยปัญหาหนี้สิน ที่ดินเปลี่ยนมือเป็นแหล่งชุมนุมของปัญหาสุขภาพทั้งกายและใจ และไร้ซึ่งศักดิ์ศรี ทั้งหมดคือจุดเริ่มต้นของคำถามแห่งยุคสมัยที่ว่า…ข้าวที่เรากินและส่งขายกันทุกวันนี้ ยังจะสามารถเรียกว่า “ข้าวไทย” ได้อยู่หรือไม่

นาข้าวอินทรีย์…กู้ชีวิตชาวนาไทย

นาข้าวอินทรีย์ เป็นระบบการผลิตข้าวที่ไม่ใช้สารเคมีทางการเกษตรทุกชนิดเป็นต้นว่า ปุ๋ยเคมี สารควบคุมการ เจริญเติบโต สารควบคุมและกำจัดวัชพืชสารป้องกันกำจัดโรค แมลง และสัตว์ศัตรูข้าว ตลอดจนสารเคมีที่ใช้รมเพื่อป้องกันกำจัดแมลงศัตรูข้าวในโรงเก็บการผลิตข้าวอินทรีย์ นอกจากจะทำให้ได้ผลผลิตข้าวที่มีคุณภาพสูงและปลอดภัยจากสารพิษแล้ว ยังเป็นการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและเป็นการพัฒนาการเกษตรแบบยั่งยืนอีกด้วย

การผลิตข้าวอินทรีย์เป็นระบบการผลิตทางการเกษตรที่เน้นเรื่องของธรรมชาติเป็นสำคัญ ได้แก่ การอนุรักษ์ ทรัพยากรธรรมชาติ การฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ การรักษาสมดุลธรรมชาติและการใช้ประโยชน์จากธรรมชาติ เพื่อการผลิตอย่างยั่งยืน เช่น ปรับปรุงความอุดมสมบูรณ์ของดินโดยการปลูกพืชหมุนเวียน การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ในไร่นาหรือจากแหล่งอื่น ควบคุมโรค แมลง และสัตว์ศัตรูข้าวโดยวิธีผสมผสานไม่ใช้สารเคมี การเลือกใช้พันธุ์ข้าวที่เหมาะสมมีความต้านทานโดยธรรมชาติ ช่วยรักษาสมดุลของศัตรูธรรมชาติ การจัดการพืชดิน และน้ำ ให้ถูกต้องเหมาะสมกับความต้องการของต้นข้าว เพื่อทำให้ต้นข้าวเจริญเติบโตได้ดี มีความสมบูรณ์แข็งแรงตามธรรมชาติ การจัดการสภาพแวดล้อมไม่ให้เหมาะสมต่อการระบาดของโรคแมลง และสัตว์ศัตรูข้าว เป็นต้น การปฏิบัติเช่นนี้สามารถทำให้ต้นข้าวที่ปลูก ให้ผลผลิตสูงในระดับที่น่าพอใจ โดยมีเทคนิคและวิธีการดังนี้

๑. ย่อยฟางและตอซังให้เป็นปุ๋ยหลังการเก็บเกี่ยว อย่าเผาฟางตอซัง หรือหญ้า เพราะจะเป็นการทำลายหน้าดินและจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในดิน ควรปล่อยน้ำเข้านาให้ได้ระดับความลึก ๕ – ๑๐ ซม. แทน จากนั้นใช้น้ำหมัก หยดไปกับน้ำในอัตราไร่ละ ๑ ลิตร ปล่อยทิ้งไว้ประมาณ ๓ – ๗ วัน น้ำหมักจะกระตุ้นจุลินทรีย์ในดินให้ทำการย่อยฟาง สังเกตได้โดยเมื่อหยิบฟางขึ้นดูจะพบว่าฟางเปื่อยยุ่ย กลายเป็นปุ๋ยอย่างดี

นอกจากนี้ การหมักฟางยังให้ประโยชน์อีกหลายประการคือ ได้ปุ๋ยหมักอินทรีย์ชีวภาพจากฟางข้าว ซึ่งช่วยปรับสภาพโครงสร้างดินให้ร่วนซุยและฟูขึ้น ทั้งยังช่วยเพิ่มจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในดิน เมื่อฟางย่อยสลายดีแล้วก็สามารถทำเทือกหว่านหรือปักดำได้ทันที โดยไม่ต้องไถคราด ช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายขึ้น ทั้งยังสามารถปรับค่าความเป็นกรด-ด่างในดินให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมต่อการทำนาข้าวคือประมาณ pH ๖.๕

๒. ทุบทำเทือก หลังจากฟางย่อยสลายดีแล้วหากมีน้ำขัง หรือมีความชื้นมากพอสามารถทุบทำเทือกได้ทันที และควรคราดพื้นที่นาให้เสมอกัน จะทำให้สามารถควบคุมระดับน้ำได้ดี นอกจากนั้นยังสามารถควบคุมวัชพืชได้อีกด้วย ทำให้การงอกของต้นข้าวเป็นไปอย่างสม่ำเสมอ สะดวกต่อการทำกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การใส่ปุ๋ย การเก็บเกี่ยวผลผลิต ถ้าพื้นที่ไม่เรียบมีน้ำขัง อาจทำให้เมล็ดข้าวที่แช่น้ำเน่าเสียหายได้

๓. การเตรียมเมล็ดพันธุ์ข้าวสำหรับเพาะปลูกก่อนการหว่าน หรือการปักดำควรนำเมล็ดพันธุ์ข้าวที่คัดไว้มาแช่หรือ คลุกกับน้ำหมัก (ที่มีส่วนผสมของสมุนไพรที่มีฤทธิ์ในการขับไล่หรือกำจัดโรคและแมลงศัตรูพืช) หรือแช่หมักในน้ำเชื้อราไตรโคเดอร์มา ทิ้งไว้ ๑-๒ คืน เมื่อนำไปหว่านจะช่วยในการป้องกันโรคพืชและแมลงศัตรูพืชรบกวน อีกทั้งยังทำให้อัตราการงอกสูงขึ้นอีกด้วย นอกจากนี้ยังช่วยให้ใช้เวลาในการเพาะต้นกล้าสั้นลง ต้นกล้าที่ได้สมบูรณ์แข็งแรงง่ายต่อการย้ายกล้า และสามารถฟื้นตัวได้เร็ว

๔. การหว่านกล้าและการดำนา หลังจากได้เมล็ดพันธุ์ที่คัดเลือกแล้ว ก็ทำการหว่านเมล็ดลงในแปลงเพาะที่เตรียมไว้โดยอาจแบ่งจากที่นา ๑ งาน เพื่อทำการตกกล้า การตกกล้าจะใช้เมล็ดพันธุ์ข้าว ๑ ถังครึ่งต่อแปลงเพาะขนาด ๑ งาน จะได้ต้นกล้าที่นำไปปักดำในพื้นที่นาประมาณ ๕ ไร่ และเมื่อต้นกล้าเริ่มขึ้นควรให้น้ำหมัก ในปริมาณ ๑ ลิตรต่อ ๑ ไร่ หยดไปกับน้ำหรือฉีดพ่น โดยผสมน้ำหมัก ๑ ลิตร ต่อน้ำ ๔๐๐ ลิตร เมื่อต้นกล้าอายุได้ประมาณ ๓๐ วัน ก็สามารถนำไปปักดำได้ โดยต้องตัดใบออกให้เหลือความยาวจากรากประมาณ ๒๐ ซม. เพื่อลดการคายน้ำทำให้ต้นข้าวฟื้นตัวเร็ว

ในกรณีที่เป็นนาหว่าน หลังจากทุบทำเทือกเรียบร้อยแล้ว ใช้เมล็ดพันธุ์ที่เตรียมไว้ประมาณ ๑ ถังครึ่งต่อนา ๑ไร่ การหว่านควรหว่านให้กระจายทั่วทั้งแปลง และไม่ควรใช้เมล็ดพันธุ์มากเกินไป เพราะจะทำให้ต้นข้าวขึ้นหนาแน่นส่งผลให้ต้นข้าวแคระแกรนและสิ้นเปลืองต้นทุนในการใส่ปุ๋ยเพิ่มมากขึ้น

๕. ให้อาหารดินเพื่อบำรุงดิน และเร่งจุลินทรีย์ในดิน หลังปักดำหรือหว่านเมล็ดแล้ว ๑๐-๑๕ วัน ควรให้ปุ๋ยหมักแห้งอินทรีย์ชีวภาพ และฉีดพ่นด้วยปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพเพื่อเร่งราก และสร้างอาหารตามธรรมชาติให้เพียงพอต่อความต้องการของต้นกล้า โดยจุลินทรีย์ในดินจะช่วยย่อยดิน ทราย และสารอาหารในดินป้อนให้แก่รากกล้า จะส่งผลให้รากลึกเร่งการแตกรากของข้าวได้มากขึ้น ทำให้ต้นข้าวแข็งแรง กอมีขนาดใหญ่ รากหาอาหารได้ดี มีภูมิต้านทานโรคและแมลงสูง เมื่อข้าวออกรวงเต็มที่ต้นจะไม่ล้มข้าวแตกกอได้มาก ทรงพุ่มตั้งตรงลำต้นแกร่ง เหนียว ใบแข็งแรงตั้งตรงรับแสงแดดได้ดี ทำให้สังเคราะห์แสง และปรุงอาหารได้ดี โดยสีของใบจะเป็นสีเขียวนวล ไม่ใช่สีเขียวเข้มบ้าใบเหมือนใช้ปุ๋ยเคมี ซึ่งสีของใบนี้จะขึ้นอยู่กับความเข้มของแสง และปริมาณของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

๖. บำรุงดินเร่งจุลินทรีย์ ก่อนข้าวตั้งท้องประมาณ ๑๕ วัน ควรบำรุงดินด้วยปุ๋ยหมักแห้งอินทรีย์ชีวภาพ และปุ๋ยน้ำหมักอินทรีย์ชีวภาพ กระตุ้นการทำงานของจุลินทรีย์ในดินให้เร่งย่อยสลาย และสำรองอาหารให้เพียงพอกับความต้องการของต้นข้าวในขณะตั้งท้อง และเมื่ออาหารเพียงพอต้นข้าวจะมีลำต้นอวบใหญ่ ปล้องยาวใหญ่ พร้อมอุ้มท้อง และเมื่อข้าวตั้งท้องก็จะได้ข้าวที่ท้อง อวบยาว ส่งผลให้รวงยาวใหญ่ เมล็ดมีขนาดสม่ำเสมอ มีจำนวนเมล็ดมาก (๒๕๐-๓๕๐ เมล็ดต่อ ๑ รวง) เมล็ดข้าวเต็มโครง (ไม่มีเมล็ดลีบ) เมล็ดใส (ไม่มีท้องไข่ปลา) รสชาติดี มีกลิ่น หอม น้ำหนักดี (ถังละ ๑๑.๕ – ๑๒ กก.) ผลผลิตได้มาตรฐาน เป็นที่ต้องการของตลาด ราคาสูง

นอกจากทำให้ต้นข้าวแข็งแรง แล้วการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพยังช่วยฟื้นฟูดินให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ หลังจากเปลี่ยนมาทำนาแบบชีวภาพ โดยการไม่เผาฟางและใช้ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ โครงสร้างดินจะค่อยๆ ดีขึ้น ดินดำร่วนซุย ค่าความเป็นกรด-ด่างมีความเหมาะสมมีอาหารพืชตามธรรมชาติเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากจุลินทรีย์ในดินทำงานได้อย่างเต็มที่และมีประสิทธิภาพ ช่วยให้ลดการใช้ปุ๋ยและสารเคมี จึงประหยัดต้นทุนได้มากขึ้น