thaiagrinature


ทางรอดสังคมไทย ฝากไว้กับ 40 ราชภัฏ (2)

สัปดาห์ที่ผ่านมา เครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติได้ร่วมกันจัดงานยิ่งใหญ่ “มหกรรมคืนชีวิตให้แผ่นดิน : วิถีบ้าน บ้าน ผ่านวิกฤติได้จริง” ที่ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง ซึ่งปีนี้นับว่าประสบความสำเร็จทั้งจากความสุขที่ฝากไว้ให้ผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชม ซึ่งเกิดจากการพร้อมใจกันนำวิถีบ้านบ้านมาจัดแสดงในรูปแบบนิทรรศการกลางแจ้ง จากชาวเครือข่ายทั้ง 4 ภาค

การจัดงานครั้งนี้อาจารย์ยักษ์ตั้งใจว่าจะสะท้อนให้เห็นวิถีแบบบ้านเราแต่เดิมที่ทำให้เกิดความสุขความสมบูรณ์และความพอเพียงมาแต่โบราณ ซึ่งเกี่ยวข้องอย่างยิ่งกับการกำเนิดของมหาวิทยาลัยราชภัฏในฐานะมหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น

หากย้อนกลับไปพิจารณาถึงกำเนิดของมหาวิทยาลัยราชภัฏทั้ง 40 แห่งจะพบว่ามหาวิทยาลัยราชภัฏมีรากฐานมาจากการเป็น “โรงเรียนฝึกหัดครู” ที่กระจายตัวอยู่ทั่วประเทศต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น “วิทยาลัยครู” และได้รับพระราชทานนาม “ราชภัฏ” จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้เป็นชื่อประจำสถาบันพร้อมทั้งพระราชทานตระพระราชลัญจกรประจำรัชกาลที่ 9 ให้เป็นตราประจำมหาวิทยาลัยราชภัฏทั้ง 40 แห่ง

ความข้างต้นนี้มีความหมายที่ยิ่งใหญ่ และเหล่าบรรดาชาวราชภัฏก็ตระหนักถึงภารกิจที่ตัวเองได้รับมอบหมายไว้ในฐานะที่พระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานนาม “ราชภัฏ” อันมีความหมายถึง “คนของพระราชา” และตราประจำมหาวิทยาลัยนั้นก็ได้รับพระราชทานตราประจำรัชกาลของพระองค์มาใช้เป็นตราประจำมหาวิทยาลัย

อีกทั้งยังได้รับมอบหมายภารกิจที่โดดเด่นและมีอัตลักษณ์คือการเป็น “มหาวิทยาลัยเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น” ประกอบกับการกระจายตัวอยู่ทั่วประเทศถึง 40 แห่ง อันเปรียบเสมือนการยึดฐานที่มั่นของชาติไว้โดยรากฐานการเป็นวิทยาลัยครูอยู่แล้ว การที่จะทำหน้าที่สืบทอดภูมิปัญญาที่คนรุ่นเก่ารักษาเอาไว้ ที่นับวันจะหลงเหลืออยู่เพียงน้อยและกำลังจะหมดไปด้วยความชำนาญของความเป็นผู้ฝึกสอนครูและความรู้เชิงวิชาการเพื่อยกระดับความรู้แบบบ้านบ้านภูมิปัญญาของชาวเราให้เท่าและทัดเทียม กับความรู้และภูมิปัญญาสากล

หากมหาวิทยาลัยราชภัฏทั้งหมดจะตระหนักถึงจุดเด่นในข้อนี้ของตนและกำหนดตำแหน่ง(positioning) หรือจุดยืนของตนให้เด่นชัด กำหนดเป้าหมายที่จะพัฒนามหาวิทยาลัยเพื่อตอบสนองต่อความเป็นท้องถิ่นเพื่อรักษาผืนแผ่นดินให้คงอยู่ กำหนดทิศทางให้ชัดเจนโดยวางเป้าหมายที่ภารกิจ 4 ข้อ ที่รับมา

ตั้งใจที่จะทำงานถวายตามพระราชปณิธานของพระเจ้าแผ่นดิน โดยไม่วิ่งไหลไปตามกระแสไม่หลงไปกับการชี้นำของต่างประเทศมหาวิทยาลัยราชภัฏทั้ง 40 แห่งก็จะทำหน้าที่เป็นที่พึ่งของท้องถิ่นเป็นหลักในการฟื้นฟูวิทยาการความรู้ผลิตบัณฑิตที่มีปัญญาไม่เห่อเหิมตามกระแส แต่ตั่งใจที่จะทำหน้าที่ทำนุบำรุงรักษาอดีตที่ยิ่งใหญ่ของแต่ละท้องถิ่นให้ฟื้นคืนกลับความมั่นคงมั่งคั่งไว้ได้   

อาจารย์ยักษ์ย้อนคิดถึงภาพงานวิถีบ้านบ้าน ผ่านวิกฤตได้จริงที่ผ่านมาแล้วก็เห็นความสุขที่เกิดขึ้นกับคนที่มาร่วมงาน ความสุขนั้นเป็นเครื่องยืนยันชัดเจนว่าไม่มีอะไรที่เหมาะกับเรามากไปกว่าวิถีของเรารูปแบบชีวิตของเรา แม้จะบ้านบ้านไม่เลิศหรู แต่ก็มีคุณค่าและเป็นวิถีที่บรรพบุรุษดำเนินมาตลอดหลายร้อยหลายพันปีรักษาบ้าน รักษาเมืองไว้ได้ถึงวันนี้

คำถามจึงฝากต่อไปยังเหล่าผู้นำและผู้บริหารของมหาวิทยาลัยราชภัฏทั้ง 40 แห่ง ว่าพร้อมแล้วหรือยังที่จะมาร่วมกันเอาบ้านเอาเมืองให้รอด ด้วยการเดินหน้าพัฒนาท้องถิ่นด้วยหลักคิดและวิถีที่เหมาะกับสังคมไทย

“อาจารย์ยักษ์ มหาลัยคอกหมู”

พอแล้วรวย 26 มีนาคม 2554

Advertisements


ทางรอดสังคมไทย ฝากไว้กับ 40 ราชภัฏ (1)

เหลียวมองดูความเป็นไปของบ้านเมืองเราวันนี้ อาจารย์ยักษ์ได้แต่ถอนใจและเชื่อมั่นในหัวใจลึกๆ ว่าในสายตาของคนที่เฝ้ามองความอยู่รอดของประเทศในทุกระดับชั้นต่างกังวลใจลึกๆ ถึงอนาคตของประเทศชาติ ว่าเราจะรอด เราจะผ่านวิกฤตการณ์ครั้งนี้ไปได้หรือไม่ วิกฤตการณ์ที่อาจารย์ยักษ์มองเห็นนั้น มีรากเหง้าที่ไม่ได้หยั่งลึกมากมาย แต่พลังการทำลายรุนแรงเหลือประมาณ

วิกฤตอันเกิดจากการพัฒนากระแสหลักที่ทำลายความมั่นคงของรากฐานประเทศไทยเสียย่อยยับ ลงภายในระยะเวลาเพียง 50 ปี ในขณะเดียวกันกระแสการพัฒนาแบบเดียวกันนี้ก็กำลังทำลายอารยธรรมของโลกมนุษย์ที่มีมายาวนานนับพันปี

หนักหนาสาหัสกว่านั้นกำลังทำลายโลกใบนี้ที่มีอายุยืนยาวนับพันล้านปีให้ย่อยยับลงไปในปัจจุบันการพัฒนาที่เอา “ทุน” เป็นที่ตั้ง พัฒนาโดยการสร้างความเจริญอารยะให้เมืองแล้วลงทุนสร้างงาน สร้างความฟุ่มเฟือย ฟุ้งเฟ้อ ให้เมือง ผู้คนในเมืองใช้ชีวิตอย่างมั่งมีศรีสุข ฉาบทาด้วยแก้วแหวน เงินทองประดับประดา ดั่งดวงดาวที่ประดับท้องฟ้ายามราตรี ความงามของแสงระยิบระยับ ลากพาเอาผู้คนหนุ่มสาวจากชนบทเข้ามาแสวงหาความมั่งคั่งในเมือง แสวงหาเงินทองเพื่อแลกกับทุกสิ่งทุกอย่าง แลกกับข้าว ปลา อาหาร ปัจจัย 4 และกับเพื่อนกับมิตร แลกกับมายา แลกแม้กระทั่งใบปริญญาที่ไม่ได้หมายความถึงการได้มาซึ่ง “ความรู้” อีกต่อไป

การศึกษาในสังคมยุคใหม่ได้เบนเข็มจากการศึกษาหาความรู้ เพื่อบ่มปัญญาเป็นการพัฒนาแรงงานเพื่อป้อนเข้าสู่ระบบอุตสาหกรรม เป็นการศึกษาที่ระบบใช้ระบบเศรษฐกิจทุนนิยม และการค้า เมื่อเด็กหนุ่มสาวเดินทางจากท้องถิ่นมาจึงได้รับการ “พัฒนา” ให้กลายเป็น “แรงงาน” เป็น “ฟันเฟือง” ในสายพานของภาคอุตสาหกรรม การค้า การบริการ และมีงานรัดตัววุ่นวายไม่เหลือเวลาแม้แต่จะกลับไปเหลียวมองหรือเหลือบแลถิ่นฐานที่จากมา

ชนบทวันนี้จึงไม่เหลือคนดี คนเก่ง คนที่มีกำลัง ภาคเกษตรกรรมจึงมีเพียงผู้เฒ่ากับยายแก่ ยักแย่ ยักยัน ทำนา ทำไร่กันไป ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะหมดแรงล้มลง เมื่อนั้นลูกหลานก็รอคอยเวลาขายที่นา ขายทรัพย์สิน โผบินเข้าสู่เมือง เข้ามาแออัดยัดเยียด แย่งกันกิน แย่งกันใช้ แย่งอากาศหายใจกันต่อไป

การพัฒนาที่นำมาสู่สิ่งเหล่านี้ ย่อมต้องมีอะไรที่ผิดพลาด หลายมือชี้ไปที่ “การศึกษา” แต่จะเปลี่ยนระบบการศึกษาได้อย่างไร ด้วยแนวทางไหน เหล่าบรรดาคนพายเรือในอ่างล้วนชี้มือโบ้ยกันไปมา…ไม่มีทีท่าว่าอะไรจะดีขึ้น แล้วทางรอดของประเทศจะอยู่ที่ตรงไหน

ถามอาจารย์ยักษ์ ก็ขอตอบว่าทางรอดของสังคมไทยวันนี้ฝากไว้กับ 40 มหาวิทยาลัยราชภัฏ

ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น…ก็เพราะว่าการกำเนิดมหาวิทยาลัยราชภัฏทั้ง 40 แห่งนั้น ตั้งขึ้นจากการมองเห็นปัญหาของระบบที่กำลังกลืนกินตัวเอง มหาวิทยาลัยจึงมีวัตถุประสงค์ที่ตั้งขึ้นโดยมีพระราชบัญญัติเป็นกฎหมายระบุชัดเจนว่าเป็น “สถาบันอุดมศึกษาเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น”

โดยพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยราชภัฏ พ.ศ.2547 กำหนดให้มหาวิทยาลัยราชภัฏทำหน้าที่ธำรงรักษาท้องถิ่นตอบสนองท้องถิ่น รักษาความหลากหลายของท้องถิ่น และภารกิจหลักทั้ง 4 ประการของมหาวิทยาลัยราชภัฏ คือ 1. การผลิตบัณฑิตเพื่อการพัฒนาท้องถิ่น 2. การค้นคว้าวิจัยและพัฒนาท้องถิ่น 3. การบริการวิชาการแก่ท้องถิ่น และ 4. ทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรมท้องถิ่น

จากภารกิจหลักทั้ง 4 ข้อนี้ เห็นได้ชัดเจนว่าเป้าหมายสำคัญของการก่อตั้งมหาวิทยาลัยราชภัฏทั้ง 40 แห่ง เป็นไปเพื่อคงความยิ่งใหญ่ ความมั่งคั่งของท้องถิ่นไว้ให้ได้

เมื่อเป็นมหาวิทยาลัยเพื่อท้องถิ่นสิ่งสำคัญอันดับแรกคือ ต้องรู้จักคุณค่าของท้องถิ่น รู้จักภูมิปัญญา อารยธรรม และศาสตร์ต่างๆ ของแต่ละท้องถิ่น แล้วทำหน้าที่เก็บรักษาสืบทอดความรู้นั้นๆ ทั้งในด้านการผลิตคนเพื่อตอบสนองความยิ่งใหญ่ของท้องถิ่น การวิจัยค้นหาองค์ความรู้ที่ยังหลงเหลืออยู่ แล้วทำนุบำรุงความรู้และศาสตร์ต่างๆ ของท้องถิ่นไว้ให้ได้

ขณะเดียวกันก็ทำหน้าที่สถาบันอุดมศึกษาด้วยการให้บริการองค์ความรู้กลับไปยังท้องถิ่นนั้นๆ ก็จะเป็นการทำหน้าที่ตอบสนองต่อภารกิจทั้ง 4 ประการ ที่ได้รับมอบหมายไว้ และเป็นการทำตามวัตถุประสงค์การจัดตั้งมหาวิทยาลัยราชภัฏทั่วประเทศ

ทำไมจึงต้องเป็นราชภัฏ ฉบับหน้ามีคำตอบ

“อาจารย์ยักษ์ มหา’ลัยคอกหมู”

พอแล้วรวย 12 มีนาคม 2554



ผู้นำพอเพียงกับการสร้างความมั่นคงใหม่

ปลายเดือนมกราคมที่ผ่านมา อาจารย์ยักษ์ได้รับเชิญไปบรรยายในโครงการ “อบรมปฏิบัติการผู้นำการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อการสร้างความมั่นคงใหม่แห่งชาติ” โครงการชื่อยาว ภายใต้การดำเนินงานของสถาบันเศรษฐกิจพอเพียง มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ โดยแกนนำคือ อ.ไตรภพ โคตรวงษา ผู้อำนวยการสถาบัน และการสนับสนุนของผู้ช่วยศาสตราจารย์อเนก เทพสุภรณ์กุล อธิการบดี ให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่  โครงการนี้เป็นโครงการร่วมมือระหว่าง 3 สถาบันและ 17 หน่วยงาน คือมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ เครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติ และสถาบันเศรษฐกิจพอเพียงของมูลนิธิเศรษฐกิจพอเพียง และหน่วยงานที่ได้จัดสรรงบประมาณกิจกรรม/โครงการภายใต้หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ตามพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2554 จำนวน 17 หน่วยงาน โดยจัดขึ้นด้วยความเชื่อที่ว่าสังคมมนุษยชาติและประชาคมโลกต่างแสวงหาองค์ความรู้และภูมิปัญญาที่จะนำมาใช้เพื่อฝ่าวิกฤติโลก และปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงนี่แหละ คือทางรอด จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีผู้นำที่เข้าใจ เพื่อน้อมนำเศรษฐกิจพอเพียงไปปฏิบัติในองค์กร เพื่อให้สามารถนำพาสังคม องค์กร และประเทศชาติรอดพ้นจากภาวะวิกฤตินานัปการ

การฝึกอบรมปฏิบัติการยังคงเป็นไปภายใต้หลักการ เช้าบรรยาย บ่ายพาทำ ค่ำสรุป ซึ่งเป็นรูปแบบที่เครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติใช้มาตลอด แต่เนื่องจากคราวนี้เป็นกลุ่มผู้นำ จึงเน้นวิชาการเต็มในวันแรก วันที่สองพาไปดูของจริงให้เข้าใจ และวันสุดท้ายเป็นการสรุปผล และเตรียมวางแผนขับเคลื่อนในหน่วยงานและองค์กรของตนเอง

กลุ่มแรกที่เข้าอบรมโครงการนี้ ที่เรียกย่อๆ ว่า “ผู้นำพอเพียง” รุ่นที่ 1 อาจารย์ยักษ์เห็นรายชื่อผู้เข้าอบรมแล้วก็รู้สึกยินดีและอบอุ่นใจ เพราะมาจากหน่วยงานหลายหน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดทิศทางของประเทศ และมีงบประมาณเพียงพอ ซ้ำบางหน่วยยังดำเนินการในแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงอยู่แล้ว อาทิ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) กรมการพัฒนาชุมชน โรงเรียนหลายโรงเรียนในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ  สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สำนักงานปลัดกระทรวงเกษตรฯ กรมการข้าว กรมประมง กรมปศุสัตว์ กรมพัฒนาที่ดิน กรมส่งเสริมการเกษตร องค์การสวนสัตว์ ฯลฯ

ผู้นำขององค์กรเหล่านี้ยินดีสละเวลาเข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและรับฟังแนวทางที่พวกเราใช้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงสู่ภาคประชาชน แนวทางการบริหารองค์กรในฐานะผู้นำที่จะนำพาความพอเพียงไปสู่พนักงานอันเป็นรากฐานที่สำคัญขององค์กรก่อนขยายผลไปยังประชาชน ซึ่งอาจารย์ยักษ์สัมผัสได้ถึงความตั้งใจจริงของทุกคน ที่พยายามทำความเข้าใจและตริตรอง เพื่อปรับประยุกต์ใช้ให้เหมาะตามสถานการณ์และสภาพแวดล้อม ตลอดจนผลักดันให้เกิดการขยายผลความรู้สู่การปฏิบัติในบริบทหน้าที่ของแต่ละหน่วยงาน ซึ่งอาจารย์ยักษ์ก็ได้ให้หลักสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงในองค์กร ว่าเงื่อนไขสำคัญ คือ ความรู้ และคุณธรรม ซึ่งแตกออกได้เป็นหลายประการ อาจจะใช้ 4 รู้ 3 รัก 2 สามัคคี เป็นแนวทางก่อนหารูปแบบที่เหมาะสมของตนเองโดยไม่ต้องยึดติดหลักการนี้ก็ได้ แต่สิ่งสำคัญในการนำไปปฏิบัติที่เหมือนกัน คือต้องตระหนักว่าหัวใจสำคัญคือ “คน”

การขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงสู่การปฏิบัติในฐานะผู้นำองค์กร ต้องเริ่มจาก “Staff First” หรือจากคนในองค์กรให้มีความรู้ ความเข้าใจในปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และพร้อมนำไปปฏิบัติ จากนั้นจึงขยายผลไปยังครอบครัวพนักงาน ชุมชน ด้วยวิธีนี้จึงจะทำให้การขับเคลื่อนประสบความสำเร็จ เพราะทุกคนในหน่วยงานในองค์กร มีความรู้ ความเข้าใจและประจักษ์แก่ตนเองแล้วว่าแนวทางนี้นี่แหละที่เป็นทางรอดของตน ของครอบครัว เป็นหลักในภาวะวิกฤติชาติ ดังนั้นเมื่อมีโอกาสจึงไม่รีรอเลยที่จะใช้กำลังความสามารถที่มีร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงไปสู่ภาคประชาชน เป็นพลังจากข้างในที่เกิดจากความเห็นไปในทิศทางเดียวกัน หรือทิฏฐิสามัญญตาเหมือนกัน จนกลายเป็นการ “ระเบิดจากข้างใน” ตามแนวทางพระราชดำรัสนั่นเอง

อาจารย์ยักษ์ มหา’ลัยคอกหมู

พอแล้วรวย 5 กุมภาพันธ์ 2554