thaiagrinature


ทางรอดทางเดียวที่เหลืออยู่

ฉบับที่แล้ว อาจารย์ยักษ์เขียนเรื่อง ทางรอดของสังคมไทย ฝากไว้กับ 40 ราชภัฏ ค้างไว้ ว่าจะมาต่อสัปดาห์นี้ แต่เหตุการณ์ภัยพิบัติที่สะเทือนความรู้สึกของคนไทยทุกคน และสร้างความหวั่นไหวไปทั่วโลก นั่นคือเหตุการณ์สึนามิขนาดใหญ่ทีเกิดจากแผ่นดินไหวความแรงถึง 9 ริกเตอร์ นับเป็นหายนภัยครั้งใหญ่ที่สุดที่มนุษยชาติในยุคนี้จดจำได้ จึงเห็นความจำเป็นที่จะต้องเขียนถึง แนวทางรอดของมนุษยชาติในปัจจุบัน ที่อาจารย์ยักษ์มองเห็นว่าเป็นทางรอดเดียวที่เหลืออยู่ คือ การหวนคืนกลับสู่ความเรียบง่าย

ในงานมหกรรมเพื่อชีวิตให้แผ่นดิน 4 ครั้งที่ผ่านมา เราได้เตือนย้ำกันมาตลอดว่า โลกเราจะเจอวิกฤติแน่นอน ส่วนหนึ่งนั้นมาจากภายนอก ที่เกินวิสัยที่จะควบคุมได้ แต่สิ่งที่เราเห็นชัด คือ การทำลายล้างของมนุษย์ การทำลายแหล่งน้ำ การทำลายดิน ทำลายป่า ทำลายแหล่งน้ำของมนุษย์ การทำเกษตรด้วยเคมี การปลูกพืชเชิงเดี่ยว และขุดเอาทุกสิ่งทุกอย่างจากโลก โดยเฉพาะพลังงานขึ้นมาเผาผลาญอย่างหนัก เพื่ออำนวยความสะดวกกับความสบายให้แก่มนุษย์

ความสะดวกกับความสบายของมนุษย์นี่เองที่เผาผลาญทุกสิ่งทุกอย่าง จนทำให้เกิดวิกฤติธรรมชาติ ธรณีพิโรธชัดเจน ฟ้าพิโรธ ดินพิโรธและความแปรปรวนของสภาพอากาศเห็นชัดเจนในปีนี้ โดยที่ไม่มีใครนึกว่าสิ่งที่เราเตือนกันว่าเรามีเวลาเพียงน้อยนิด ก่อน 2012 นั้นจะเกิด ดังนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นในญี่ปุ่นก็ทำให้เราได้คิดจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับแผ่นเปลือกโลกแผ่นเดียวกันกับเรา ความรุนแรงที่เกิดขึ้นรอบบ้านเราซึ่งรุนแรงกว่าที่คิด

เครือข่ายของเราคิดว่า “งานวิถีบ้าน บ้าน ผ่านวิกฤตได้จริง” จะทำให้ผู้คนได้สำเหนียก และกระตุ้นให้ต้องสำนึกกันได้แล้วว่า “เราจะต้องหวนคืนกลับสู่การใช้วิถีบ้าน บ้าน ซึ่งเรียบง่าย ประหยัดและเป็นวิถีที่รุ่งเรือง” จะไม่รุ่งเรืองได้อย่างไร เมื่อเรามีวัดตั้งมากมาย กว่า 4.5 หมื่นวัด ซึ่งเป็นความรุ่มรวย ความมั่งคั่งของชาวนาไทย ของคนทั้งประเทศ ที่ช่วยกันสร้างวัดเอาไว้ สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่าการพัฒนาในอดีตมาในทิศทางที่ถูกต้อง เราคนไทยสนใจเรื่องอาหารการกิน สนใจเรื่องที่อยู่อาศัย เรื่องบุญ เรื่องทาน เรื่องดิน เรื่องน้ำ เรื่องอากาศบริสุทธิ์ สภาพแวดล้อมที่บริสุทธิ์ มีพิธีบูชาแม่พระคงคา มีการขอขมาลาโทษ มีกฎเกณฑ์ มีศีลในการห้ามทำร้ายแผ่นดิน ห้ามปัสสาวะลงดิน ห้ามปัสสาวะใส่แม่พระคงคา แม่พระธรณี

สิ่งเหล่านี้เป็นความรอบรู้ที่พระเจ้าอยู่หัวฯ พระราชทานแนวทางไว้ว่าถ้าเราไม่รู้เรื่องอะไรเลย อยู่กันไปโดยเอาความสะดวกสบายเป็นหลักนั้นไม่มีทางที่โลกนี้จะทนไหว ประชากรโลกเพิ่มขึ้นทุกวัน จาก 6,000 ล้านคนเพิ่มเป็นเกือบ 7,000 ล้านคน ต่างคนต่างช่วยกันทำลายคนละนิด คนละหน่อยนี่แหละ อันตรายยิ่งกว่าการที่โลกโคจรผ่านช่วงกลางของทางช้างเผือกด้วยซ้ำ

“งานวิถี บ้าน บ้าน ผ่านวิกฤตได้จริง” จะสะท้อนให้เห็นว่า ถ้าคนหันมาใช้ชีวิตเรียบง่าย ประหยัด สนใจเรื่องบุญ เรื่องทาน เรื่องพลังความสามัคคีกัน อย่างนี้แหละที่จะทำให้โลกนี้มั่งคั่งจริงๆ และจะสามารถเก็บรักษาทรัพยากรของโลกไว้ได้โดยที่ธรณีก็จะไม่พิโรธ เพราะเราใช้ชีวิตด้วยความเคารพแม่พระธรณี เคารพแผ่นน้ำ เคารพแผ่นฟ้า ถึงแม้ธรณีจะพิโรธบ้างก็เป็นเรื่องปกติธรรมดา ไม่เป็นเรื่องรุนแรง เพราะมนุษย์ไม่ได้มีส่วนร่วมในการเพิ่มความรุนแรงเพิ่มพลังความพิโรธให้แก่แผ่นดินและหากเราทุกคนสร้างต้นไม้ขึ้นไว้รอบบ้าน แม้แผ่นดินแผ่นน้ำจะพิโรธก็จะไม่รุนแรง จะเห็นได้จากเวลาที่เกิดภัยพิบัติคลื่นสึนามิที่ฝ่าเข้ามาในพื้นที่ที่มีป่ามีระบบป้องกันอย่างดี ความเสียหาย ความรุนแรงก็จะลดน้อยลง

แต่ถ้าพื้นที่ไหนที่ทำลายป่าชายเลน เอาบ้านเอาเรือนไปใส่ก็จะเกิดความเสียหายขึ้นมากมายอย่างที่มีตัวอย่างให้เห็นแล้วจากภาพเหตุการณ์ที่ปรากฏให้เห็นชัด สิ่งเหล่านี้เราควรนำมาเป็นอุทาหรณ์ นี่คือสิ่งที่อาจารย์ยักษ์อยากให้คิด และไม่ใช่คิดเฉยๆ อยากให้ช่วยกันเผยแพร่ ช่วยกันนำเอาสิ่งที่พระเจ้าอยู่หัวทรงเตือนเอาไว้ไปปฏิบัติ คือ การรอบคอบระมัดระวังในการนำเอาความรู้ต่างๆ เข้ามาใช้ในการสร้างความเจริญเป็นเรื่องเสี่ยงต้องมีความรอบคอบ ระมัดระวังอย่างยิ่ง มิเช่นนั้นผลที่เกิดขึ้นจะมากมายและยิ่งใหญ่เกินที่จะควบคุม

“อ.ยักษ์ มหา’ลัยคอกหมู ”

พอแล้วรวย 19 มีนาคม 2554

Advertisements


วิถีบ้าน บ้าน ไม่ใช่วิถีชุ่ย ชุ่ย

ใกล้จะถึงงาน “มหกรรมคืนชีวิตให้แผ่นดิน” งานประจำปีของเครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติ และถือเป็นวันที่พวกเราชาวเครือข่ายจะกลับมาพบกันปีละครั้ง เพื่อร่วมรำลึกและทบทวนปรัชญา อุดมการณ์และอุดมคติร่วมกัน

ปีนี้กำหนด Theme งานคือ “วิถีบ้าน บ้าน ผ่านวิกฤตได้จริง” หรือ Climate Change Adaptation : The Ground Work Solutions ให้ตามทันความเปลี่ยนแปลงของโลกใบนี้ ที่เห็นๆ กันอยู่ว่าเกิดวิกฤติรายวัน ที่เห็นชัดคือ ภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นอย่างตั้งตัวไม่ทัน ทั้งแผ่นดินไหวที่ไครสต์เชิร์ช ประเทศนิวซีแลนด์ที่ทำให้สูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ก็ได้ออกมาย้ำว่า ไครสต์เชิร์ชจะต้องเจอกับภัยพิบัติแผ่นดินไหว ที่เกิดจากอาฟเตอร์ช็อกต่อเนื่องอีกอย่างน้อยเดือนละครั้ง เป็นระยะเวลายาวนานเป็นปี

หลังภัยพิบัติที่ไครสต์เชิร์ชไม่กี่วัน ประเทศโบลิเวียก็ต้องประสบกับชะตากรรมอันเลวร้าย จากฝนที่ตกหนักติดต่อกันจนทำให้น้ำท่วม และดินถล่มเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่มาก บ้านเรือนกว่า 400 หลังคาเรือนถล่มลงจมดิน ถนนหนทาง ไหลตามดินภูเขาที่เลื่อนถล่ม ผู้คนกว่า 5,000 ชีวิตสูญสิ้นทรัพย์สินแบบสิ้นเนื้อประดาตัว ยังไม่นับรวมกับความสูญเสียชีวิตของครอบครัว ญาติพี่น้อง

วิกฤตที่ถี่และหนักขนาดนี้ ทำให้ผู้คนให้ความสนใจว่า “วิถีบ้าน บ้าน” ที่เครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติเชื่อมั่นว่า ผ่านวิกฤตได้จริงนั้น เอาเข้าจริงแล้วจะผ่านได้อย่างไร ซึ่งอันที่จริงแล้วโจทย์นี้ไม่ง่ายที่จะตอบ แต่ก็ไม่ยากที่จะทำความเข้าใจ เมื่อธรรมชาติได้ตอบด้วยตัวเองแล้วว่า วิถีโลกาภิวัตน์นั้นนำพาความพิบัติมาสู่มนุษย์ จากการเสียสมดุลธรรมชาติ จนกลายเป็นวิกฤติที่ยิ่งใหญ่ที่มนุษย์ตัวกระจ้อยคิดว่าตัวเองเล็กเกินไปที่จะแก้ ต่างพยายามทำลืม ลืม และละเลย หรือบ้างก็คิดไปเลยว่า ถ้ามาก็ตายเท่านั้น ช่วยไม่ได้ เลี่ยงไม่ได้ เมื่อคิดเช่นนี้ก็ไม่คิดจะปรับ จะเปลี่ยนวิถีตัวเอง โลกจึงหมุนตัวเข้าหาความเลวร้ายทุกขณะนาที

หากเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ หรือสมุทัยนั้นคือ โลกาภิวัตน์ การจะรับมือกับทุกข์ให้ได้นั้น จำเป็นต้องมองเห็นนิโรธ หรือสภาวะที่พ้นทุกข์ แล้วจึงเดินตามมรรค คือทางดับทุกข์ อันเป็นแนวทางดับทุกข์ตามหลักอริยสัจ 4 ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

หากเรามองเห็นทุกข์จากเหตุ คือโลกาภิวัตน์ และความดับทุกข์ หรือนิโรธนั้น คือสภาวะที่อยู่ดี มีสุข ปราศจากภัยพิบัติ และวิกฤติการณ์ ทางดับทุกข์ หรือการผ่านคลื่นโลกาภิวัตน์ไปให้ได้นั้น ก็คือ การรับมืออย่างมีสติและตระหนักรู้เท่าทัน และด้วยการสร้างความเข้มแข็งให้แก่ Localization เท่านั้น ซึ่งอาจารย์ยักษ์ใช้คำว่า “ผ่าน” หาใช่ “ต้าน” นั้น ก็เพราะอาจารย์ยักษ์อยากให้เห็นภาพของการเดินผ่านคลื่นที่เข้ามาปะทะเรา

หากเราขืนต้านทานคลื่นที่แรงอย่างบ้าคลั่ง เราก็คงจะล้มลงหรือยืนอยู่ได้แต่ไม่อาจเขยื้อนไปไหนเพราะมัวแต่ต้านแรง ดังนั้นหากเราจะผ่านคลื่นนั้นไปให้ได้ เราต้องมีขาที่แข็งแกร่ง และความกล้าในหัวใจที่พร้อมจะเดินฝ่ากระแสคลื่นที่ถาโถม และการเคลื่อนไหวอย่างถูกต้อง พอเหมาะ พอสมก็จะทำให้เรา “ผ่าน” ไปได้ และไปถึงจุดหมายในที่สุด

อาจารย์ยักษ์นิยาม Localization ด้วยภาษาใหม่ว่า “วิถีบ้าน บ้าน” ซึ่งต้องกำหนดให้ชัดว่า วิถีบ้าน บ้าน ที่เป็นเครื่องมือในการผ่านวิกฤตินั้นหมายถึง วิถีบ้าน บ้าน ในทางที่ดี ที่สร้างสรรค์ บางคนว่าวิถีบ้าน บ้าน คือ ความชุ่ย ความอะไรก็ได้ อย่างไรก็ได้ ทำอะไรตามใจคือไทยแท้นั้นไม่จริงเลย วิถีบ้าน บ้านที่แท้จริง คือวิถีของคนขยัน ฉลาด เรียบง่าย อดทนอดกลั้น และมีความเพียรอันบริสุทธิ์

คนโบราณนั้นฉลาดทั้งการกิน การใช้ เป็นคนตื่นเช้าขยันทำมาหากิน แต่ใช้ชีวิตที่ประหยัด เรียบง่ายและมีศีลธรรมกำกับวิถีชีวิต ซ้ำยังเป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน วิถีแบบนี้ต่างหากที่เป็นวิถีบ้าน บ้าน ซึ่งหากใครนำมาปฏิบัติในปัจจุบันจะเป็นเครื่องมือให้ผ่านวิกฤตทุกประการได้จริง

พระเจ้าอยู่หัวทรงชี้ให้เห็นความสำคัญของสิ่งนี้ จากพระราชดำรัสที่ว่า “คนโบราณรู้ว่า เมื่อไหร่ควรทำอะไร ที่ไหนควรทำอะไร” นั่นคือความหมายของการเลือกปฏิบัติให้ถูกต้อง เหมาะสมตามกาละ-เทศะ และภูมิสังคมนั่นเอง

และในงานมหกรรมคืนชีวิตให้แผ่นดิน : วิถีบ้าน บ้าน ผ่านวิกฤตได้จริงปีนี้ ชาวเครือข่าย ที่เป็นชาวบ้าน บ้านก็จะได้นำเอาวิถีที่ว่านี้ ที่ดี ที่เป็นแบบอย่างได้มานำเสนอ เพื่อให้เป็นตัวอย่างนำไปทำให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ เพื่อให้วิถีที่ดีนี้ขยายจากวันงาน 17-19 มีนาคม ออกไปให้ได้ 365 วัน จากวิถีบ้าน บ้าน ต้นแบบให้ลามออกไปทั่วประเทศ ทั่วโลก รับรองว่าจะหยุดโลกร้อนได้จริง!

“อ.ยักษ์ มหา’ลัยคอกหมู”

พอแล้วรวย 5 มีนาคม 2554



บุคคลที่หาได้ยาก (2)

     ฉบับที่แล้ว อาจารย์ยักษ์ชื่นชมคนเล็กๆ ในเครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติ คนรุ่นกลางที่เอาจริงเอาจังกับการทำงานเพื่อเป็นบทพิสูจน์เป็นต้นแบบ ซึ่งที่จริงแล้วยังมีอีกหลายคนที่อยากจะชื่นชม แต่ขอพักไว้ชั่วคราวก่อน เพราะอาจารย์ยักษ์มีเรื่องประทับใจที่อยากชื่นชมและอยากบอกเล่าให้รับทราบทั่วกัน

     อาจารย์ยักษ์เคยเล่าถึงเรื่องของความพยายามในการนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาขยายผลในภาคอุตสาหกรรม โดยเริ่มจากอุตสาหกรรมในเครือข่ายที่ได้พยายามศึกษาทำความเข้าใจปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง แล้วนำไปประยุกต์ใช้ให้เข้ากับอุตสาหกรรมของตนเอง ซึ่งอาจารย์ยักษ์ก็ได้บอกหลักคิดเขาไปในเบื้องต้นว่า จะทำอะไรต้องเริ่มจาก “คน” และที่สำคัญคือ “คนของเรา” หรือ Staff First จากนั้นขยายไปยังครอบครัวพนักงาน ชาวชุมชน และสังคมโดยรอบ โดยยึดมั่น Principle ที่สำคัญคือ Our Loss is Our Gain หรือแปลอย่างง่ายๆ ว่า “ยิ่งให้ไปยิ่งได้มา” ซึ่งอาจารย์ยักษ์ก็ยืนยันว่าเป็นหลักการที่ทำได้จริงในภาคอุตสาหกรรม และทำแล้วส่งผลให้อุตสาหกรรมรอดได้จริงแม้ในภาวะวิกฤติ แต่เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ยาก เพราะเป็นการเปลี่ยนที่ลงไปถึงระดับกระบวนทัศน์ หรือรากฐานความคิด ความเชื่อของการทำธุรกิจ แต่ถึงแม้ว่าจะยากที่จะเข้าใจ แต่ก็มีคนกลุ่มหนึ่งที่ตั้งใจ มุ่งมั่น ร่วมแรงร่วมใจกันผลักดันให้เกิดการขยายผลปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงสู่ภาคปฏิบัติในภาคส่วนของอุตสาหกรรมอย่างเป็นระบบ โดยการยกร่างมาตรฐานเศรษฐกิจพอเพียงภาคอุตสาหกรรมขึ้นเพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติของภาคอุตสาหกรรม

     โครงการนี้จัดทำขึ้นโดยความร่วมมือของสำนักงานรับรองมาตรฐานไอเอสโอ และสถาบันเศรษฐกิจพอเพียง โดยการนำของ ดร.สันติ กนกธนาพร และทีมงานได้ทุ่มเทความตั้งใจอย่างน่าประทับใจ ขอชื่นชมและให้กำลังใจทีมงานทุกคนทั้งผู้ที่เข้าร่วมร่างมาตรฐานที่เป็นมาตรฐานอุตสาหกรรมฉบับแรกของไทย ซึ่งร่างขึ้นจากรากฐานความคิด ความเชื่อ บนพื้นฐานปรัชญาตะวันออก ซึ่งได้เปิดตัวโครงการไปเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา และงานเปิดตัวมาตรฐานเศรษฐกิจพอเพียงภาคอุตสาหกรรม ก็เป็นงานที่ได้รับการตอบรับอย่างดีจากองค์กรภาคเอกชน ทำให้อาจารย์ยักษ์รู้สึกมีกำลังใจที่ได้เห็นคนเข้ามาร่วมกันมาก แม้จะมองว่าสิ่งที่ทำนั้นเป็นเพียงเรื่องเล็กๆ ที่ทำภายใต้ขอบเขตการทำงานขององค์กร แต่อาจารย์ยักษ์เชื่อว่า บ้านเมืองเราจะรอดก็เพราะเรื่องเล็กๆ ที่เป็นฟันเฟืองสำคัญ ที่จะทำให้เกิดเป็นพลังสามัคคีของแผ่นดินได้จริง ก็ขอให้กำลังใจกลุ่มที่ร่วมกันร่างมาตรฐานฉบับนี้ขึ้นมา ซึ่งสถาบันรับรองมาตรฐานไอเอสโอก็ได้ตั้งเป้าหมายไว้ว่าจะผลักดันให้มาตรฐานเศรษฐกิจพอเพียงภาคอุตสาหกรรม เป็นมาตรฐานที่ใช้กันทั่วโลกเหมือนมาตรฐานอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่เรารับเอาจากประเทศตะวันตกมาใช้

     ในงานเปิดตัวโครงการชื่อ Dinner talk อุตสาหกรรมไทยยั่งยืน ด้วยมาตรฐานเศรษฐกิจพอเพียง นอกจากอาจารย์ยักษ์จะเห็นความตั้งใจของทีมงานสถาบันทั้งสองแห่งแล้ว ยังได้เห็นความตั้งใจจริงของเอกชน ที่ให้ความสนใจเข้ามาร่วมรับฟังกันหลายร้อยคน จากหลายสิบบริษัท ทั้งสื่อมวลชนก็ให้ความสนใจซักถาม เพื่อนำไปเผยแพร่

     ทั้งสองกลุ่มนี้อาจารย์ยักษ์เชื่อว่าเป็นกลุ่มที่เห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ และกำลังพยายามเดินตามแนวทางพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยูหัวฯ เพื่อให้เป็นแนวทางปฏิบัติ ซึ่งหลายหน่วยงานก็ได้ปฏิบัติด้วยตนเองมาหลายปีแล้ว ก่อนที่จะมีการร่างมาตรฐานฉบับนี้ขึ้นมาด้วยซ้ำ เพราะเล็งเห็นความสำคัญ อาทิ ดร.อนุสรณ์ แสงนิ่มนวล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) ที่ได้นำไปปฏิบัติในองค์กรอย่างเป็นรูปธรรม จนสามารถขยายผลความสำเร็จไปยังชุมชน ซึ่งได้ให้เกียรติมาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในงานดังกล่าว นอกจากนั้นยังมีอุตสาหกรรมชั้นนำหลายบริษัทที่สนใจเข้าร่วมฟังและสนับสนุนการจัดงานนี้ ซึ่งคงจะเอ่ยชื่อได้ไม่ครบถ้วน แต่ก็ขอชื่นชมมากที่สนใจที่จะเข้าร่วมทั้งๆ ที่ตัวยกร่างมาตรฐานเศรษฐกิจพอเพียงนั้นยังไม่เสร็จหลายคนก็สนใจมาสอบถามเพื่อจะนำไปปฏิบัติ

     อาจารย์ยักษ์เห็นว่า นี่แหละคือจุดแข็งจริงๆ ของคนไทย คือ เมื่อเกิดภาวะวิกฤติด้านต่างๆ คนไทยเราก็จะมาร่วมกัน มาช่วยกัน สร้างสรรค์สิ่งดีๆ ขึ้นมารองรับ ดังนั้นแม้ภัยพิบัติทั้ง 4 ด้านจะโหมกระหน่ำแรงขึ้นเรื่อยๆ อาจารย์ยักษ์ก็ยังคงเชื่อมั่นว่า ความสามัคคี และความตั้งมั่นที่จะทำจริงนี่แหละ ที่จะนำพาให้เรารอดได้ในห้วงเวลาวิกฤตินี้
     
“อ.ยักษ์ มหา’ลัยคอกหมู”

พอแล้วรวย 26 กุมภาพันธ์ 2554



บุคคลที่หาได้ยาก (1)

     ในยุคสมัยแห่งการยื้อแย่งแข่งขัน ท่ามกลางสังคมที่ตะเกียกตะกายแก่งแย่งกัน เพื่อหวังลาภยศถาบรรดาศักดิ์ อาจารย์ยักษ์ถือว่าตัวเองเป็นคนมีบุญ เพราะท่ามกลางความรุ่มร้อนจากโลภะ โทสะ โมหะ ยังได้พบเจอกับเหล่า “บุคคลที่หาได้ยาก” มากมายหลายคน เป็นคนที่มีจิตวิญญาณสร้างผลงานขึ้นมาด้วยจิตใจมุ่งมั่นของตัวเอง แม้ไม่มีปัจจัยค่าตอบแทนใดๆ ก็ทุ่มเททำจริง

     อาจารย์ยักษ์อยากให้กำลังใจ และอยากพูดถึงคนในกลุ่มที่ถือว่าเป็นรุ่นกลางของเครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติ ยกตัวอย่างความพยายามของ เอ (เกียรติศักดิ์ ลีสง่า) ที่พยายามสร้างรูปธรรมของการนำไม้มาใช้ประโยชน์ให้คนเห็นจริง โดยนำไม้ที่ปลูกจากเครือข่ายธนาคารต้นไม้มาสร้างธนาคารต้นไม้สำนักงานใหญ่ขึ้นที่มาบเอื้อง ซึ่งเป็นหนทางที่เป็นรูปธรรมในการแสดงให้เห็นว่าการปลูกไม้เพื่อนำมาใช้ประโยชน์เองนั้นสามารถทำได้

     เพราะเดี๋ยวนี้คนไม่กล้าปลูกต้นไม้แล้ว เขาคิดว่าปลูกแล้วนำมาใช้ประโยชน์ไม่ได้ ปลูกแล้วตัดไม่ได้ ขนย้ายไม่ได้ เขาจึงเลือกทางที่จะตัดทิ้ง เผาทิ้งง่ายกว่า แต่เอก็ทำให้ดูแล้วว่าสามารถทำได้ เจ้าหน้าที่ป่าไม้ก็ยืนยันแล้วว่าการขนส่งเคลื่อนย้ายไม้ที่ปลูกในที่ดินของตนเองเพื่อนำมาทำประโยชน์นั้นทำได้ ไม้ที่ปลูกขึ้นในที่โฉนด หรือ น.ส. 3 ของตนเองนั้นนำมาทำประโยชน์ได้อย่างมากมาย

     เพียงมีใบอนุญาตจากผู้มีอำนาจ เช่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ว่าเป็นไม้ที่ปลูกขึ้นในที่ดินของนาย ก นาย ข ก็สามารถเคลื่อนย้ายได้ มีไม้สองอย่างเท่านั้นที่เป็นไม้สงวน คือไม้สัก กับไม้ยาง หากจะตัดต้องขออนุญาตจากทรัพยากรจังหวัด เมื่อขออนุญาตแล้วภายในเวลาหนึ่งเดือนก็ต้องอนุญาต ถ้าไม่อนุญาตก็หมายความว่าเจ้าหน้าที่รัฐไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ เพราะตามกฎหมายแล้วเจ้าหน้าที่มีหน้าที่อำนวยความสะดวก แม้ต้องปฏิบัติตามขั้นตอนต่างๆ เหล่านี้

      เอก็ได้เพียรพยายามไปทำเอกสารเพื่อเคลื่อนย้ายมาทำประโยชน์ให้เห็นจริง ชาวบ้านจะได้มีกำลังใจ เพราะถ้าหากว่าเจ้าหน้าที่รัฐเท่านั้นที่มีอำนาจปลูกได้ เคลื่อนย้ายได้ ชาวบ้านก็ไม่อยากปลูก สุดท้ายก็คือบ้านเราจะไม่มีต้นไม้ เพราะเอามาใช้ประโยชน์ไม่ได้ ซึ่งก่อให้เกิดความเสียหายยิ่งกว่า

     การทำให้ดูตัวอย่างนี้สำคัญ แต่ส่วนใหญ่แล้วคนจะไม่ค่อยสนใจทำเพราะเป็นมุมที่ละเอียดอ่อนและยาก แต่เอมาทำเขาลำบากและทำงานหนักเพื่อที่จะสร้างให้เสร็จ คนมาเห็นก็สนใจ และนำไปทำตามได้ ถ้าคิดแล้วเพียงแค่พูดด้วยปาก หรือแม้แต่เขียนกฎหมายขึ้นมาก็เท่านั้น ไม่เกิดผลเพราะแปลงลงสู่การปฏิบัติไม่ได้ แต่เอเพียรพยายาม ปฏิบัติ ของจริงนี่แหละที่จะพิสูจน์ให้คนเห็น และคนก็จะคิดที่จะสร้างบ้านด้วยไม้ สร้างยุ้งข้าวด้วยไม้ ทำอะไรด้วยไม้ที่ตนปลูกเอง

     นอกจากตัวอย่างของเอแล้ว คนที่สองก็คือ ผู้ใหญ่ดาว (เดช ทองลพ) กับทีมงาน ทั้งเมีย ทั้งลูก เห็นคุณค่าของงานกสิกรรมธรรมชาติ ตั้งแต่มาอบรมที่มาบเอื้องกลับไปบ้านก็ปลูกต้นไม้มากมายที่บ้าน จัดงานระดมทุนมาปลูกต้นไม้เพื่อประเดิมให้เกิดการปลูกต้นไม้ในบ้าน ทุกวันนี้มีป่า 3 อย่างประโยชน์ 4 อย่างเป็นเรื่องเป็นราว พอรู้ว่ามาบเอื้องจะสร้างธนาคารต้นไม้ ก็รีบเกี่ยวข้าวให้เสร็จแล้วยกทีมขึ้นมาทำธนาคารต้นไม้สำนักงานใหญ่ที่มาบเอื้อง แม้ว่าไม้ที่ตัดมายังไม่แห้งดี ก็เร่งสร้าง เร่งทำ ถึงแม้จะหดบ้าง จะเอียงบ้าง มันก็เป็นความพยายามของคนที่ต้องการพิสูจน์ว่าเขาลงมือทำจริง ทำได้จริง เรื่องราวแบบนี้ก็เป็นเรื่องที่ต้องยกย่อง อย่างนี้เราอยากจะยกย่องให้คนเอาเป็นตัวอย่าง เพราะทำจริงๆ

     เรื่องราวของบุคคลที่หาได้ยากยังไม่หมดเท่านี้ ฉบับหน้าจะชี้ให้เห็นเหตุว่าทำไมอาจารย์ยักษ์ถึงเชื่อว่า กาละเวลานี้ โลกจำเป็นและต้องการบุคคลที่หาได้ยาก แม้เป็นเพียงคนเล็กๆ เหล่านี้ โปรดติดตามอ่านใน คมชัด ลึก เสาร์หน้า

“อ.ยักษ์ มหา’ลัยคอกหมู”

พอแล้วรวย 19 กุมภาพันธ์ 2554



ธนาคารต้นไม้ 984 สาขา ถวายเป็นพระราชกุศล

ธนาคารต้นไม้ 984 สาขา ถวายเป็นพระราชกุศล ธนาคารต้นไม้เป็นแนวทางของภาคประชาชน ที่ตั้งขึ้นมาเป็นองค์กรขับเคลื่อน โดยมุ่งหวังส่งเสริมให้ประชาชนปลูกต้นไม้ในที่ดินของตนเอง แล้วรวมตัวกันเป็นเครือข่าย มีการตรวจนับ การประเมินรับรอง และจัดทำบัญชีธนาคารต้นไม้ กำหนดเป็นสำนักงานใหญ่ และสำนักงานสาขาธนาคารต้นไม้ ด้วยความเชื่อมั่นว่าแนวทางนี้แหละที่จะสร้างความพอเพียง มั่นคง มั่งคั่งที่ยั่งยืนให้แก่ประชาชน สังคม ประเทศชาติ และกับโลกใบนี้

ในปีอันเป็นมหามงคล พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 7 รอบ หรือ 84 พรรษา กลุ่มธนาคารต้นไม้ 984 สาขาจะร่วมกันตั้งสำนักงานใหญ่ธนาคารต้นไม้ขึ้นที่ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการก่อสร้างอาคาร 7 ชั้น โดยยึดเอาตัวเลข 7 ซึ่งเป็นเลขมงคลของปีนี้ เป็นแนวคิดการก่อสร้างสำนักงานใหญ่ ที่สำคัญไม้ที่ใช้ในการก่อสร้างทั้งหมดนั้น ได้มาจากต้นไม้ที่ปลูกในธนาคารต้นไม้สาขาต่างๆ ที่กระจายกันอยู่ทั่วประเทศ โดยชาวบ้านปลูกและดูแลรักษาเอง เป็นตัวอย่างของการสร้างความพอเพียง และฟื้นคืนความมั่งคั่งให้แก่แผ่นดินนี้

เครือข่ายธนาคารต้นไม้ นำโดย พงศา ชูแนม ขับเคลื่อนแนวทางดังกล่าวมาหลายสิบปี โดยมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมการปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่างภายใต้ปรัชญาของธนาคารต้นไม้ เพราะเชื่อมั่นว่า ต้นไม้เท่านั้นที่เป็นความมั่นคงของแผ่นดิน ซึ่งอาจารย์ยักษ์ก็เห็นด้วย โดยคิดอย่างง่ายว่าต้นไม้น้ำหนัก 2 ตัน จะเก็บรักษาน้ำไว้ได้ 2 คิว ในขณะเดียวกันจะเก็บคาร์บอนไว้ในลำต้นได้ถึง 1 ตัน ซึ่งก็หมายความว่าในเนื้อไม้นั้นได้สะสมเอาคาร์บอนไว้ถึงครึ่งหนึ่ง

และด้วยเหตุนี้เองต้นไม้จึงให้ประโยชน์มากมาย นับง่ายๆ ได้ 4 อย่าง คือประโยชน์ในการใช้เป็นอาหาร เป็นประโยชน์อย่างที่หนึ่ง หรือเรียกว่า “พอกิน” ประโยชน์ใช้สร้างที่อยู่อาศัย เช่น การสร้างสำนักงานใหญ่นี้เรียกว่า “พออยู่” เป็นประโยชน์อย่างที่สอง ประโยชน์อย่างที่สาม คือใช้ทำเครื่องไม้ เครื่องมือ เครื่องใช้ไม้สอย หรือ “พอใช้” เป็นประโยชน์อย่างที่สาม ที่สำคัญที่สุด คือประโยชน์อย่างที่สี่ ต้นไม้สร้างความร่มเย็นให้โลกใบนี้ คืนความสมดุลให้ระบบนิเวศ หรือชาวเครือข่ายเศรษฐกิจพอเพียงเรียกว่า “พอร่มเย็น” ทั้ง 4 ประการจึงเป็นความหมายของการปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง โดยเป็นการปลูกป่าที่มีการวางแผนเลือกชนิดและความสูงของไม้ให้ไล่ระดับความสูง จึงสามารถปลูกไม้ในพื้นที่ที่มีให้ได้ประโยชน์สูงสุดก็หมายความว่าในเนื้อไม้นั้นได้สะสมเอาคาร์บอนพราะต้นไม้ านปลูกและดูแลรักษาเอง เป็นตัวอย่างของการ อันเป็นแนวทางการปลูกป่าตามแนวพระราชดำริ และเป็นรากฐานสำคัญของแนวคิดธนาคารต้นไม้

ปีนี้ ชาวธนาคารต้นไม้จึงตั้งใจว่าจะเร่งสร้างตัวอย่างความสำเร็จ 984 สาขา และสร้างธนาคารต้นไม้สำนักงานใหญ่ให้ประจักษ์ถึงการเอาจริง ตั้งใจจริง และทำทันทีของพวกเขา ซึ่งจะแสดงผลให้เห็นเป็นหนึ่งในวิถีบ้าน บ้าน การกระทำของคนเล็กๆ ที่ช่วยให้ผ่านวิกฤติได้ทุกเรื่อง แม้เรื่องใหญ่ๆ เช่นภาวะโลกร้อน ซึ่งหากจะลองทบทวนจริงจังก็จะพบว่า ปัญหาใหญ่ระดับโลกที่ดูเหมือนจะไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยคนเพียงคนเดียว แท้ที่จริงแล้วเกิดจากน้ำมือของคนแต่ละคน ที่กระทำต่อโลกนี้พร้อมๆ กันโดยไม่ทันตระหนัก ดังนั้นเมื่อตระหนักแล้วเห็นทางแล้ว จึงไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าการ “ทำทันที” ดังที่ธนาคารต้นไม้ได้ทำให้เห็นแล้ว

อาจารย์ยักษ์จึงอยากเชิญชวนกันมาร่วมสร้างความฝันของชายคนที่ชื่อ พงศา ชูแนม ที่ทุ่มเทสุดกำลังให้แก่แนวคิดนี้มาตลอด ให้เป็นจริงขึ้นได้ในปีอันเป็นมหามงคลนี้ ในงานมหกรรมคืนชีวิตให้แผ่นดิน…วิถีบ้าน บ้าน ผ่านวิกฤติได้จริง ระหว่างวันที่ 17-19 มีนาคม 2554 ณ ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง อ.บ้านบึง จ.ชลบุรี ครับ!

อ.ยักษ์ มหา’ลัยคอกหมู

พอแล้วรวย 12 กุมภาพันธ์ 2554